วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เจิมศักดิ์ขอคิดด้วยฅน

อนาคตสื่อในมือระบอบทักษิณ (เจิมศักดิ์ขอคิดด้วยฅน)


บริษัทสื่อยักษ์ใหญ่ดำเนินการเลิกจ้างนายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ นับเป็นกรณีล่าสุดที่ตอกย้ำถึง "ความไม่ปกติ" ในแวดวงสื่อมวลชนและการเมืองบ้านเรา

เพราะคุณประสงค์นั้น เป็นนักข่าวเชิงสืบสวนสอบสวน วิเคราะห์เจาะลึกประเด็นทุจริตและการกระทำผิดของนักการเมือง มืออันดับหนึ่งของประเทศไทย เชื่อกันว่าไม่เป็นที่โปรดปรานของทักษิณ ชินวัตร ผู้เคยถูกประสงค์สาวไส้เงื่อนงำการซุกหุ้น (เช่นเดียวกับที่ประสงค์เคยทำหน้าที่ตรวจสอบนักการเมือง ไม่ว่าจะกรณีทุจริตธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชยการ (บีบีซี) ของนักการเมืองกลุ่ม 16 หรือกรณีการแจ้งบัญชีทรัพย์สินหนี้สินอันเป็นเท็จ จำนวนเงิน 45 ล้านบาท ของ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์)

ล่าสุด ประสงค์ได้เขียนบทความตั้งคำถามกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะว่าที่นายกรัฐมนตรี แต่หลังจากนั้นมติชนก็ถอดเขาออกจากหน้าคอลัมน์ ถึงกระนั้น ประสงค์ก็เลือกที่จะนำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงต่อไปในพื้นที่ส่วนตัวบนเว็บไซ ต์ "www.prasong.com" เช่น เปิดคำให้การ ก.ล.ต.จากกองทุนลับ "ซิเนตร้า" ถึง "วินมาร์ค" สวน "ยิ่งลักษณ์-ทักษิณ-พจมาน", พลิกแฟ้มคำให้การ "ยิ่งลักษณ์" กรณี "วินมาร์ค" อุ้มครอบครัวชินวัตร? รวมถึงการเปิด จม.ประวัติศาสตร์ "Secret Nominee" จุดชนวนมหากาพย์ซุกหุ้น "ทักษิณ" ฯลฯ

ประสงค์ถูกย้าย ถูกลดบทบาท ถูกถอดออกจากคอลัมน์ เท่านั้นยังไม่พอ ยังถูกดำเนินการเลิกจ้างในที่สุด

ยิ่งกว่านั้น ยังปรากฏรายงานข่าวออกมาว่า ภายหลังจากเลิกจ้างประสงค์ วันรุ่งขึ้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้เดินทางไปร่วมรับประทานอาหารกับผู้บริหารของบริษัทสื่อ ยักษ์ใหญ่ดังกล่าวด้วย

กรณีนี้ นับเป็นเรื่องที่สมาคมวิชาชีพสื่อสารมวลชนและผู้เกี่ยวข้องจะต้องเอาจริง

ข้อเท็จจริงเป็นเช่นไร? การกระทำเช่นนี้เหมาะสมเพียงใด? หลักจรรยาบรรณและการคุ้มครองคนทำงานสื่อสารมวลชนจะศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร? ถ้าอำนาจการเมืองแทรกแซงสื่อได้ถึงขนาดสั่งปลดใครก็ได้? หรือใช้วิธีบีบ กดดัน เอาผลประโยชน์เข้าข่มขืนคนทำงานสื่อแบบมืออาชีพ รัฐธรรมนูญจะมีความหมายอะไร? และที่ว่า "แก้ไข ไม่แก้แค้น" จะมีความหมายใด?

เรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของคุณประสงค์ และไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวของคุณประสงค์ เพราะในส่วนที่เป็นเรื่องส่วนตัว คุณประสงค์ก็คงได้เจรจาพูดคุยกับบริษัทยักษ์ใหญ่รายนั้นไปแล้ว

แต่สิ่งที่เป็นผลประโยชน์ส่วนรวมก็คือ ต่อไปนี้ การทำหน้าที่สื่อสารมวลชนในประเทศไทย คนไทยทั้งประเทศจะสามารถไว้วางใจได้แค่ไหนว่า สื่อจะไม่ "เซ็นเซอร์ตัวเอง" หรือถูกครอบงำ แทรกแซง บงการ เพื่อกำหนดวาระข่าวสาร ทิศทางข่าวสาร ตลอดจนสร้างกระแสชี้นำสังคมไปในทิศทางที่เป็นผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจการ เมือง

นี่จึงเป็นภาระหน้าที่โดยตรงของสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ จะนิ่งดูดายไม่ได้เด็ดขาด

กรณีนี้ไม่ใช่กรณีแรก และคงไม่ใช่กรณีสุดท้าย

ก่อนหน้านี้ เคยมีกรณีปัญหาทำนองอย่างนี้มาแล้ว หลายกรณี ทบทวนความจำสั้นๆ ดังนี้

1) กรณีนักการเมืองแทรกแซง แทรกซื้อ และบงการสื่อในช่วงเลือกตั้ง

คงจำได้ว่า มีการปูดอีเมล์ลับ ในหัวข้อ "จดหมายถึงท่านพงษ์ศักดิ์?" และ "ข้อเสนอ วิม" ที่อ้างว่าเป็นอีเมล์ของกุนซือ "คุณปู" ระบุถึงการให้เงินสื่อ พร้อมเลี้ยงข้าว-เหล้า บางส่วนบอกถึงขั้นว่า

"สำหรับหน้าที่ ที่ผม และน้องสุธิศา รับผิดชอบช่วยคุณปูอยู่ในขณะนี้

1.แจ้งประเด็นให้คุณปู ทราบทุกวันว่าวันนี้มีประเด็นอะไร ประเด็นไหนที่แรง ให้โยนไปให้ทีมคุณนิวัติธำรงค์ ช่วยแนะนำ

2.เช็กประเด็นจากสื่อมวลชน ว่าจะถามอะไรคุณปู เพื่อให้คุณปู เตรียมตัวให้พร้อมที่จะพูด

3.สร้างประเด็น หรือ ภาพกิจกรรมในพื่นที่หาเสียงเพื่อให้ได้ภาพหน้า 1 ทุกวัน

4.ประสานหัวหน้าข่าว และ โต๊ะข่าวการเมืองว่าต้องการภาพแบบไหน เพื่อส่งให้ทุกวัน

5.ประสานสำนักข่าวต่างประเทศเพื่อให้ตามคุณปู ลงพื้นที่เพื่อให้ข่าวคุณปูออกไปทั่วโลก

6.ประสานสำนักข่าวในประเทศ เพื่อให้พรรค(คุณนิวัตธำรงค์) จัดบุคคลไปตอบคำถามในทีวี

ส่วนเรื่องดูแลสื่อในขณะนี้ ผมพยายามประคองกระแสให้ข่าวและรูปของคุณปูอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์ให้ได้ทุก วัน โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์หัวสี ไทยรัฐ (พี่โมทย์) มติชน (พี่เปียก กับ พี่จรัญ) ข่าวสด (พี่ชลิต) เดลินิวส์ (พี่ป๊อป สมหมาย) คม-ชัด-ลึก (คุณโจ้ และปรีชา ที่มาสัมภาษณ์ ที่บ้านเมื่อสัปดาห์ก่อน) ซึ่งทุกคนก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี สัปดาห์ที่ผ่านมาแล้ว ผมช่วยดูแลไปแล้วที่ละ 2 หมื่น ส่วนผู้สื่อข่าว ทีวี ก็ใช้วิธีเลี้ยงข้าวบ้าง เลี้ยงเหล้าบ้าง ยังไม่ได้มีใครเรียกร้องอะไร ยกเว้น ช่อง 7 ที่ขอไวน์และเหล้า ส่วนเวลาไปต่างจังหวัด..."

เรื่องนี้ ทราบว่า สภาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กำลังดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริง และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ ขณะนี้ ยังไม่ปรากฏความคืบหน้า

ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก เพราะหากสภาการหนังสือพิมพ์ฯ ไม่สามารถตอบคำถามสังคมได้ หรือเอาผิดใครไม่ได้เลย ก็ยากที่สังคมจะมีความเชื่อถือ เชื่อมั่นได้อีกต่อไปว่า สภาวิชาชีพสื่อมวลชนจะทำหน้าที่ดูแลมาตรฐานการประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนใน ประเทศไทยให้มีความน่าเชื่อถือได้อย่างไร

อันที่จริง สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ ตลอดจนสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ฯ (และอาจจะรวมถึงองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ) ก็คงไม่อาจปัดหน้าที่ความรับผิดชอบของตนเองไปได้ เพราะประเด็นและตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องนั้นกระทบกระเทือนและเกี่ยวพันไปถึง สื่อหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ ตลอดจนสิทธิในด้านข้อมูลข่าวสารของสาธารณชนที่จะต้องได้รับการคุ้มครองอย่าง ชัดเจน

2) กรณีสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส รายการตอบโจทย์ ที่ถูกร้องเรียนไปยังคณะอนุกรรมการรับและพิจารณาเรื่องร้องเรียนจากประชาชน

ประเด็นปัญหาปรากฏตามหนังสือร้องเรียนที่นำมาให้พิจารณา ดังต่อไปนี้




เรื่องนี้ ปรากฏว่า รายการตอบโจทย์ก็ได้ไปเชิญฝ่ายที่กล่าวหามาออกอากาศด่าซ้ำอีกครั้งจริงๆ

หลังจากนั้น เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.2554 นายสมชัย สุวรรณบรรณ ประธานอนุกรรมการรับและพิจารณาเรื่องร้องเรียนจากประชาชน ได้มีหนังสือแจ้งผลการร้องเรียนกลับมา โดยมีเนื้อความสาระสำคัญบางตอนระบุว่า


อย่างไรก็ตาม หลังจากที่มีปัญหากรณีนี้ ก็ปรากฏว่า รายการตอบโจทย์ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก กรณีให้ทีมงานและผู้ดำเนินรายการเดินทางไปสัมภาษณ์ผู้หลบหนีโทษจำคุกตามคำ พิพากษาของศาลฎีกาฯ ผู้ต้องหาคดีทุจริต และคดีร้ายแรงอีกหลายคดี แถมยังโจมตี ใส่ร้ายกระบวนการยุติธรรมและศาลยุติธรรมของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง นั่นคือ "ทักษิณ ชินวัตร" ณ ดูไบ

นำมาออกอากาศในช่องไทยพีบีเอส ถึง 2 ตอน ทั้งๆ ที่ เป็นสถานีโทรทัศน์ที่ประกาศตัวจะเป็นผู้นำการยกระดับมาตรฐานจรรยาบรรณ วิชาชีพ มากกว่าจะแข่งขันดึงดูดคนดูด้วยความหวือหวา

แนวทางปฏิบัติเพื่อธำรงจริยธรรมวิชาชีพการผลิต การจัดหา และการเผยแพร่รายการ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ข้อ 11.4 ระบุว่า

"ไม่ควรสัมภาษณ์อาชญากร หรือผู้ที่มีพฤติกรรมเป็นอาชญากร แต่ถ้ามีความจำเป็นต้องสัมภาษณ์ ควรขออนุมัติจากผู้บริหารฝ่ายข่าวหรือรายการก่อน และแม้ได้รับการอนุมัติแล้วก็ต้องระมัดระวังไม่ให้เนื้อหาการสัมภาษณ์ส่อไป ในทางสร้างความโดเด่น ความชื่นชอบในอาชญากร ไม่เสนอเนื้อหาทางเทคนิคหรือขั้นตอนกระบวนการของการกระทำผิด ที่อาจทำให้เกิดพฤติกรรมการเลียนแบบ และไม่นำเสนอให้เห็นเป็นการแทรกแซงหรือลบหลู่กระบวนการยุติธรรม"

ก็หวังว่า ไทยพีบีเอสจะเร่งดำเนินการให้เกิดการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เพื่อยกระดับคุณภาพ และมาตรฐานจรรยาบรรณวิชาชีพสื่อสารมวลชนยิ่งขึ้นโดยเร็ว

3) กรณีปัญหาทั้งหลายที่หยิบยกขึ้นมาข้างต้น สะท้อนถึงปัญหาในแวดวงสื่อมวลชน ในยุคที่นักการเมืองผู้นิยมการแทรกแซง ครอบงำ บงการสื่อมวลชนเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของตนเอง กำลังจะกลับมามีอำนาจในบ้านเมือง

ปัญหาทั้งหมดที่กล่าวข้างต้น ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของนายประสงค์ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของบริษัทสื่อมวลชนที่ถูกอ้างถึงในอีเมล์ และไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของนายเจิมศักดิ์ แต่เป็นประโยชน์ของสาธารณะในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนผู้อ่าน หนังสือพิมพ์ ผู้ดูโทรทัศน์ และติดตามข่าวสารบ้านเมือง โดยที่สาธารณชนควรจะต้องได้รับหลักประกันว่า ข้อมูลข่าวสารที่สื่อนำเสนอออกมานั้นจะอยู่บนพื้นฐานการทำหน้าที่อย่างมี จรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ และมีคุณภาพ

มิใช่ข้อมูลข่าวสารที่ผ่านการคัดกรอง ปรุงแต่ง ใส่สีตีไข่ ภายใต้การบงการ สั่งการ แทรกแซง หรือกำหนดโดยฝ่ายการเมืองผู้มีผลประโยชน์ส่วนตัวแอบแฝง โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องและความเป็นมืออาชีพ

หลังจากวันนี้ไป... สังคมไทยจะต้องเฝ้าระวังว่า อนาคตสื่อในมือระบอบทักษิณ จะเสกสร้างหรือโฆษณาชวนเชื่อ ยอมตกเป็น "หมาล่าเนื้อ" ให้นักการเมืองที่ต้องการจะล้มล้างความผิดแก่ตนเองและพวกพ้อง

หรือจะมีใครยังทำหน้าที่ "หมาเฝ้าบ้าน" (watch dog) อีกสักเท่าใด?

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต

ปัญหาคอรัปชั่นเป็นวงจรอุบาทว์ เป็นหน้าที่ของทุกคนต้องแก้ไข

ปัญหาคอรัปชั่นเป็นวงจรอุบาทว์ เป็นหน้าที่ของทุกคนต้องแก้ไข (รศ.ประพันธ์พงศ์ เวชชาชีวะ)
ปัญหาคอรัปชั่นหรือภาษาไทยเรียกว่า "การฉ้อราษฎร์บังหลวง" เป็นปัญหาใหญ่ที่ทำลายสังคมให้ย่อยยับทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ด้านการเมือง

การฉ้อราษฎร์บังหลวงสร้างความเลวร้ายต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย เพราะเงินที่นักการเมืองผู้มีอำนาจได้รับมา จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการซื้อสิทธิขายเสียง กล่าวคือ ผู้ต้องการดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ใช้เงินเป็นเครื่องมือ เมื่อสำเร็จก็ถอนทุนคืนด้วยการเบียดบังหลวง ที่เรียกว่าลาภมิควรได้ เมื่อได้เงินมา ก็เพิ่มบารมี และถึงคราวเลือกตั้งก็ใช้เงินที่ได้มา เป็นเครื่องมือในการซื้อสิทธิขายเสียง

ประชาชนก็เช่นกันยอมขายตัว ขายจิตและวิญญาณด้วยเงินอันน้อยนิด ส่งเสริมให้นักการเมืองขี้ฉ้อเหล่านั้นไปเสวยอำนาจและเบียดบังหลวงต่อไป ข้าราชการก็ไม่แตกต่างกัน มีการซื้อขายตำแหน่ง ทำให้คนดีมีความสามารถไม่อาจสู้เงินจากผู้ที่ไม่มีความสามารถได้ ทำให้การดำเนินงานของราชการอ่อนแอลง รวมทั้งเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างก็เช่นกัน สมัยก่อนได้ยินแต่วลีที่ว่า กินตามน้ำ ซึ่งไม่รุนแรงเหมือน กินทวนน้ำ หมายถึง ถ้าจะได้สินน้ำใจกับนักธุรกิจบ้าง ก็เรียกกินตามน้ำ แต่ถ้าเป็นการเรียกเงินสินบนด้วยตั้งราคาการอนุมัติเป็นเรื่องกินทวนน้ำ ปัจจุบันกล่าวกันว่าประเทศชาติเสียเงินงบประมาณซึ่งเป็นเงินจากเลือดเนื้อ ของประชาชนในรูปภาษีอาการเป็นจำนวนมหาศาล ซึ่งมีเสียงลือ ทั้งนักการเมืองและข้าราชการประจำเรียกเงินสินบนในแต่ละโครงการถึงร้อยละสาม สิบถึงห้าสิบ ผลก็คือ นอกจากรัฐต้องเสียเงินแล้วยังได้สิ่งของที่ด้อยคุณภาพด้วย

การคอรัปชั่นนี้ได้ขยายไปยังกลุ่มธุรกิจด้วยกันเอง และแม้ในวงการศึกษา ผลก็คือ การคอรัปชั่นสร้างความอ่อนแอด้อยคุณภาพทั้งวัตถุที่ได้รับและคุณภาพของคนที่ เกี่ยวข้อง

ถ้าสังคมไทยยังปล่อยให้เหตุการณ์ดังกล่าวดำเนินต่อไปจะทำให้คนในสังคมเกิด ความเคยชินและเห็นว่า การคอรัปชั่นไม่ใช่สิ่งเลวร้าย ดังที่ปรากฎเป็นข่าวว่า เยาวชนมองปัญหาว่า ถ้าคอรัปชั่นแต่ทำให้ได้ผลงานก็ไม่เป็นไร ซึ่งเป็นการสร้างจิตสำนึกที่ชั่วร้ายต่อเยาวชน เป็นการทำลายทั้งเศรษฐกิจและสังคม

การคอรัปชั่นนั้นไม่ได้เกิดจากผู้รับหรือผู้ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เกิดจากการยินยอมทั้งผู้รับและผู้ให้ เสมือนปรบมือข้างเดียวไม่ดัง ฉะนั้นการแก้ไขปัญหาจะต้องทำพร้อมๆกันไป ทั้งจากฝ่ายผู้มีอำนาจ ฝ่ายที่ต้องการผลประโยชน์จากเรื่องที่เกี่ยวข้อง เช่น การสั่งจ้างสั่งซื้อ ผู้ต้องการได้งานก็จะเสนอไปยังผู้มีอำนาจอนุมัติ และ/หรือผู้มีอำนาจอนุมัติตั้งข้อเรียกร้องอามิสสินจ้าง ถ้าทั้งสองฝ่ายตกลงกันเรื่องก็จบ

การแก้ไขปัญหานี้ไม่ใช่ด้วยกฎหมายแต่ฝ่ายเดียว ประชาชนทุกคนจะต้องมีส่วนร่วม โดยต้องไม่ทำตามวลีที่ว่า ธุระไม่ใช่ หรือมองแต่ประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้ง ประชาชนต้องรวมตัวเป็นกลุ่มพลังดำเนินการต่อต้านการคอรัปชั่นทุกรูปแบบอย่าง จริงจัง ดังตัวอย่างที่สภาหอการค้านำโดยประธานคือ คุณดุสิต นนทนาคร กำลังเริ่มดำเนินการ

นอกจากนี้การสร้างจิตสำนึกให้เยาวชนต่อต้านด้วยการชี้นำ สั่งสอน อบรม และริเริ่มให้พวกเขาปฏิบัติในเรื่องใกล้ตัวจนเป็นนิสัย ควบคู่ไปกับการป้องกันและปราบปราม ผู้ใหญ่ต้องไม่ทำตัวดังนิทานสุภาษิตเรื่องแม่ปูกับลูกปู ถ้าทำได้ดังนี้ จะทำให้ผู้ที่รังเกียจการคอรัปชั่น อาจเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์

สุดท้ายนี้ ใคร่ขอยกตัวอย่างที่เป็นจริงในประเทศสวีเดนที่ประชาชนทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจ สอบ ตัวอย่างที่หนึ่ง นายทหารชั้นผู้ใหญ่นำรถยนต์ไปใช้ส่วนตัว ณ สถานที่ตากอากาศชายทะเล ประชาชนทำเรื่องถึงรัฐบาล นายทหารผู้นั้นถูกปลดฐานใช้พาหนะของราชการโดยมิชอบ ตัวอย่างที่สอง ประธานสหพันธ์กรรมกรคนหนึ่งถูกเพื่อนบ้านสงสัยว่ามีความเป็นอยู่เกินฐานะจึง ทำเรื่องแจ้งไปยังทางการให้ไปตรวจสอบ ผลคือพบเงินซุกอยู่ใต้ที่นอนจำนวนมาก เพราะการคอรัปชั่นและไม่เสียภาษี

การตรวจสอบการเลือกตั้ง ส.ส.สระบุรีเขต ๓

สรุปผลการสังเกตการณ์การเลือกตั้ง
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ.๒๕๕๔
เขตเลือกตั้งที่ ๓  จังหวัดสระบุรี
๑.     เมื่อองค์การเอกชนกลุ่มพลังหนุ่มฯ ได้รับอนุมัติโครงการเรียบร้อยแล้ว ได้ดำเนินการประชุมอาสาสมัครสังเกตการณ์การเลือกตั้งได้ชี้แจงถึงหน้าที่ตามระเบียบขององค์การเอกชนในการสังเกตการณ์การเลือกตั้ง เน้นไปที่ ปอส.ให้สอดส่องหาข่าวการซื้อสิทธิ์ขายเสียงของผู้สมัคร และหัวคะแนนแล้วให้รายงานประจำวันในเวลาประมาณ ๑๕.๐๐ น. ของทุกวัน เป็นจำนวน ๑๐ วันจนถึงวันเลือกตั้ง
๒.    ในเขตเลือกตั้งที่ ๓ จังหวัดสระบุรี มีพื้นที่ ครอบคลุม อ.วิหารแดง อ.หนองแค อ.หนองแซง มีหน่วยเลือกตั้งทั้งหมด ๑๗๘ หน่วยเลือกตั้ง ผู้สมัครที่แข่งขันก็มี ๓ พรรคการเมืองใหญ่ๆ คือพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย สังเกตได้ว่า ในแต่ละพรรคก็จะมีฐานเสียงอยู่ในเขตอำเภอของตน คือพรรคเพื่อไทย มีฐานเสียงอยู่อำเภอหนองแค พรรคประชาธิปัตย์มีฐานเสียงอยู่อำเภอหนองแซง พรรคภูมิใจไทยมีฐานเสียงอยู่ที่อำเภอวิหารแดง
๓.    การหาเสียงก่อนถึงวันเลือกตั้งเป็นไปตามปกติ คือมีรถวิ่งหาเสียงของผู้สมัครทั้งหมดวิ่งในเขตพื้นที่เป้าหมายของตน แต่มีความเคลื่อนไหว ของหัวคะแนนของแต่และคน กล่าวคือ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ฝ่ายการเมืองท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็น นายก และสมาชิก อบต. ตลอดจนถึงหัวคะแนนมืออาชีพที่คุ้นหน้าคุ้นตาเริ่มมีการออกจดชื่อชาวบ้านเพื่อต้องการทราบยอดจำนวนที่ตนรับผิดชอบ และไปเสนอขอรับจำนวนเงินที่จะมาแจกเพื่อซื้อเสียง ในการนี้ทราบว่ามีการจ่ายเป็นเปอร์เซ็นต์ร้อยละ ยี่สิบ ให้แก่หัวคะแนน เป็นต้นว่า รับเงินมา ๑๐๐,๐๐๐ บาท แจกหัวละ ๒๐๐ บาท ครบห้าร้อยเสียง แล้วหัวคะแนนไปรับเปอร์เซ็นต์จากผู้จ้าง ๒๐,๐๐๐ บาทต่างหาก ไม่เกี่ยวกับเงินที่รับมาทีแรก  และก็ได้ข่าวว่า มีผู้สมัครรายหนึ่ง จะจ่ายเงินต้นเพื่อแจกเพียง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ก่อน อีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ จะจ่ายเมื่อทราบผลคะแนนแล้ว ทางหัวคะแนนไม่ยอมจึงไปรวมตัวประท้วงกันที่ทำการ อบต.แห่งหนึ่ง เพื่อเรียกร้องให้ผู้สมัครจ่ายมาเต็ม ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่เช่นนั้นจะไปเป็นหัวคะแนนให้อีกฝ่ายหนึ่ง เรื่องนี้เกิดขึ้นในเขต อบต.ของผู้มีอำนาจทำการแทนเอง และได้พยายามหาข่าวจากชาวบ้านหลายๆคนซึ่งก็เป็นการบอกเล่าที่ตรงกัน ว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง จึงสรุปได้ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่มีการเลือกตั้งว่า มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงกันจริง
๔.    ทางด้านอำเภออื่นในเขต ๓  ก็ได้รับแจ้งจาก ปอส. ในทำนองเดียวกัน คือ ผู้นำชุมชนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายปกครองหรือฝ่ายท้องถิ่น ต่างก็เสนอตัวเป็นหัวคะแนนของผู้สมัครทั้งนั้นและก็มีการแจกเงินให้กับชาวบ้านผ่านทางหัวคะแนนเหล่านั้น ตั้งแต่ก่อนถึงวันเลือกตั้ง กระแสของคะแนนเสียงในก่อนวันเลือกตั้งไม่สามารถคาดหมายได้เลย เพราะผู้สมัครทุกคน ต่างฝ่ายต่างก็ทุ่มซื้อเสียงกันอย่างเต็มที่ มีข้อสังเกตว่า มีผู้สมัครรายหนึ่ง ว่าจ้างไปรษณีย์ แจกแผ่นซีดี และบัตรแนะนำตัว โดยมิได้จ่าหน้าซองถึงผู้รับ คือหมายความว่า เมื่อไปรษณีย์เจอใครก็ตาม ก็เอาแผ่นซีดีและบัตรแนะนำตัวให้กับ ชาวบ้านเลย ผู้สมัครรายนี้ขึ้นป้ายแนะนำตัวตามชุมชนและข้างถนนมาเป็นเวลานานหลายปีแล้ว แต่ไม่เคยได้ลงพื้นที่เพื่อให้ชาวบ้านรู้จักตัวจริงเลยว่าเป็นใครมาจากไหน แต่เมื่อผลคะแนนออกมาปรากฏว่าแพ้คะแนนอันดับหนึ่งอยู่เพียงพันกว่าคะแนนเท่านั้น จึงตั้งข้อสังเกตไว้
๕.   วันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔ วันเลือกตั้ง หลังจากเปิดศูนย์ประสานงานแล้ว ผู้มีอำนาจทำการแทนได้ออกตรวจเยี่ยม ปอส.และอสส.ในเขต ๓ โดยสุ่มไปตรวจอำเภอละ ๕-๖ หน่วยเลือกตั้ง ก็พบว่าหน่วยเลือกตั้งที่ไปตรวจนั้น มีประชาชนมาใช้สิทธิ์ลงคะแนนตามปกติ บางหน่วยก็หนาแน่น บางหน่วยก็บางตา ได้พบเห็น ลูกเสืออาสา กกต. มาช่วยดูแลความเรียบร้อยและแนะนำแก่ผู้มาใช้สิทธิ์ตามหน่วยต่างๆ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ลูกเสือ กกต. ไม่ครบทุกหน่วยเลือกตั้ง จนกระทั่งถึงเวลาปิดหีบลงคะแนน ในการนี้มีการนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง ได้สังเกตเห็นมี หัวคะแนนมาสังเกตการณ์และจดนับจำนวนคะแนนที่ได้ว่าจะเข้าเป้าตามจำนวนที่รับผิดชอบหรือไม่ พบเห็นอย่างนี้ทุกหน่วยที่ไปตรวจเยี่ยมในเวลานับคะแนน
๖.     ผลการนับคะแนนพอจะทราบได้อย่างไม่เป็นทางการในเวลาประมาณ ๒๑.๐๐ น. ซึ่งหลังจากวันเลือกตั้งผ่านไปไม่นานก็มีการร้องเรียนกันขึ้น และมีการแขวนผู้ได้คะแนนมากที่สุด คือทางคณะกรรมการการเลือกตั้งยังไม่ประกาศรับรอง จนกระทั่งถึงช่วงปลายเดือนกรกฎาคม จึงมีการประกาศรับรองให้ได้เป็น ส.ส. ตามที่ได้อ้างว่าเพื่อให้เปิดประชุมสภาได้ตามกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้
๗.    ภาพรวมโดยสรุปสำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ. ๒๕๕๔ การหาเสียงยังเป็นแบบเดิมๆไม่มีอะไรที่สร้างสรรค์หรือเกิดสิ่งใหม่ๆขึ้นในทางที่ดี แต่กลับเป็นเหมือนว่ายิ่งตกลงไปในวังวนลึกไปกว่าเดิม ระบบฐานเสียงหัวคะแนนก็ยังเป็นของผู้นำท้องถิ่น ทั้งฝ่ายปกครอง และ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีการรับเป็นหัวคะแนนแจกเงินซื้อสิทธิ์ขายเสียงกันเต็มรูปแบบ พรรคการเมืองใหญ่ที่ลงสมัครมีการใช้เงินหว่านซื้อเสียงอย่างเต็มรูปแบบทุกพรรค ประชาชนชาวบ้านเองก็ไม่ได้มีจิตสำนึกในการที่จะใช้วิจารณญาณของตนเองในการเลือกตัวแทนที่จะเข้าไปทำหน้าที่อย่างถูกต้อง ตัวผู้สมัครเองพรรคการเมืองที่ตนเองสังกัด ตลอดจนหัวคะแนนต่างก็กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งและฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างน่าละอายที่สุด ทั้งผู้สมัครและผู้ใช้สิทธิ์ต่างสมยอมในประโยชน์ที่ได้หยิบยื่นให้แก่กัน อย่างหน้าชื่นตาบาน จุดเริ่มต้นของประชาธิปไตยแบบไทยๆเช่นนี้ อำนาจทางการเมืองก็ตกอยู่ในกลุ่มคนตระกูลเดิมๆ ที่เรียกว่าเป็นนักเลือกตั้งมืออาชีพ เพียงแต่ว่าอาจเปลี่ยนข้างมาอยู่กับอีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้นไม่ได้มีอะไรที่พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นกว่าเดิม
๘.    ในส่วนของการให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องประชาธิปไตยและส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนนั้น องค์การเอกชนเห็นว่า ควรจะต้องจัดให้มีมากขึ้นและให้มีความเข้มข้นมากขึ้น เพื่อปลูกจิตสำนึกของประชาชนทุกระดับชั้นได้ตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่ในความเป็นพลเมืองที่อยู่ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยว่าควรจะทำอย่างไรบ้างจึงจะทำให้ ประเทศชาติก้าวไปข้างหน้าอย่างถูกต้อง ชอบธรรม และเป็น “ประชาธิปไตยสมบรูณ์”
  


ผู้มีอำนาจทำการแทนองค์การเอกชน
กลุ่มพลังหนุ่มสุวรรณศร-สระบุรี เพื่อพัฒนาประชาธิปไตย

วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2554

รางวัลแด่..ไพร่วีไอพี

“ท่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันทรงเกียรติ” ถ้อยคำสวยหรูนำมาใช้เรียกเหล่านักการเมืองที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน เลือกตั้งเข้ามาทำหน้าที่นิติบัญญัติในสภา
มาถึงนาทีนี้เอ่ยปากเรียก ขานกันอย่างเต็มปากเต็มคำ หลังจากเหล่าท่านผ่านพ้นกระบวนการรับรองความเป็นส.ส.เข้าร่วมรัฐพิธีเปิด ประชุมรัฐสภา
ถัดจากนี้ “ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันทรงเกียรติ” ตบเท้าเข้าสภาหินอ่อนเพื่อประชุมพิจารณาเลือกประธานสภาฯและรองประธานสภาฯ จากนั้น บรรดาตัวแทนผู้ภักดีจะร่วมกันวางพาดบันไดให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 28 
ก่อนหน้านี้ ห้องประชุมสภา ห่างหายจากเสียงกดออดต้อนผู้แทนโดดร่มเข้าประชุมนานกว่า 3 เดือน อันเป็นผลจากการประกาศยุบสภา  ทำให้การพิจารณาร่างกฎหมายฉบับต่างๆต้องยุติ   สภาพห้องประชุมไม่ต้องใช้เครื่องสูบน้ำ(ลาย) เพราะไม่มีผู้แทนอันทรงเกลียดเปิดอภิปราย ยื่นกระทู้ตอบโต้  เนื่องจากท่านหญิง ท่านชายทั้งหลาย ขอพักรบสลายสถานะเป็นคนธรรมดาตระเวนหาเสียงยกมือกราบไหว้ประชาชนนั่นเอง   สภาจึงร้างไปโดยปริยาย
ว่าไปแล้ว ความเงียบงันของสภามีข้อดีเหมือนกัน ทำให้ผู้คนสบายหูไปชั่วขณะหนึ่ง ปลอดมลพิษทางเสียงจากผู้แทนที่คอยปั้นแต่งเรื่องราวบิดเบือน   แต่ในเมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีกลไกนิติบัญญัติ มีผู้แทนเข้ามาทำหน้าที่พิจารณาร่างกฎหมาย ทำหน้าที่แทนประชาชนตรวจสอบฝ่ายบริหาร มันจึงเงียบไม่ได้ต้องเคลื่อนไหวต่อไป เพียงแต่ต้องทำใจ เพราะในกระบวนการทำงานของผู้แทนที่หาสาระให้ประเทศก็มีพวกอภิปรายน้ำลายหก แสดงหน้าตาถมึงทึงตาโปน ถนัดเลี้ยงแกะ คงเวียนว่ายหลอกหลอนต่อไป
เมื่อ พวกเขาอ้างว่าได้รับฉาทามติประชาชนเลือกเข้ามาแล้ว  ท่านใดเอือมระอาเห็นทีต้องทนๆกันไปก่อน เพราะถึงที่สุด ผู้แทนที่มีพฤติกรรมทราม  เชื่อเหลือเกินว่าสุดปลายทางยากจะพบทุ่งดอกไม้งาม ส่วนใหญ่มักหลงเข้าไปสู่ขุมอเวจีไม่ได้ผุดได้เกิดทั้งนั้น
************************
ณ วันนี้ เมื่อสภาสีแดงผ่องอำไพ  เหล่าสมาชิก 500 ฝ่าด่านเข้ามาสำเร็จ ความคึกคักจึงบังเกิดอีกครั้ง  ทั้งภาพการห้อมล้อมของเพื่อนผู้แทนแสดงความยินดีปรีดา   แสงแฟลชระยิบระยับ เสียงกดชัดเตอร์กล้องถ่ายรูประรัวดัง ใบหน้าเริงร่าฉีกยิ้มจนเกือบถึงใบหูจับกลุ่มให้สื่อมวลชนบันทึกภาพ ใครก๊กไหน   แก๊งต่อรองมีใครบ้าง  ก็มีโอกาสได้เห็นจะจะตัวเป็นๆในช่วงสำคัญอย่างนี้ 
ความสุขสันต์ ระเริงใจภายใน 1-2 วันนี้ จึงมีแต่การสอบถามเรื่องสวัสดิการ ตั๋วรถไฟ เครื่องบินฟรี   เงินเดือนอัตราใหม่ที่ได้อย่างรวดเร็วทันใจกว่าการรอขึ้นค่าแรง  300 บาททั่วไทย ที่สำคัญสุมหัวสนทนาแผนการต่อรองขอตำแหน่งประธานกรรมาธิการคณะนั้นๆ 
ภาย ใต้ห้องโถงสภาจะได้พบเห็นผู้แทนหน้าใหม่ตื่นใจกับอุปกรณ์เทคโนโลยีแจกจ่าย ให้ใช้งาน เช่นโน๊ตบุคส์ยี่ห้อภาษีประชาชน ซึ่งแจกให้อย่างรวดเร็วไม่ต้องรอนานเหมือนโครงการแจกแท๊บเล็ตเด็กประถม   หรือสิทธิพิศษที่กำลังไหลมาเทมาจากบริษัทเอกชนเตรียมตั้งบู๊ท โชว์สินค้าสื่อสารราคาพิเศษ 
มุมหนึ่งของอาคารได้เห็นท่านผู้แทนอัน ทรงเกียรติ ยกโทรศัพท์พูดคุยกับคนนั้นคนนี้ ปลายสายรับรู้ถึงการเตรียมแต่งตัวมาเป็นผู้ช่วยส.ส.บ้าง เป็นการ์ดคุ้มกันบ้าง
อีกไม่ช้าเกินรอ นอกจากจะมีผู้แทน 500  จะได้เห็น ผู้ต้องหาคดีก่อการร้าย สาวน้อยคนสนิท เดินถือกระเป๋าขวักไขว่เคียงข้างท่านผู้แทน โดยมีเงินเดือนจากภาษีประชาชนเลี้ยงชีพตลอดอายุสภา
เหล่านี้เป็น วาระสำคัญจากวงสนทนาตามซอกมุมรัฐสภามากกว่าจะแลกเปลี่ยนความเห็นถึง สถานการณ์อุทกภัยภาคเหนือ อีสาน หรือการเร่งรีบหาทางแก้ปัญหาประชาชนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกผู้มีอิทธิพลรังแก เช่นกรณีที่แกนนำต่อต้านถ่านหินสมุทรสาครถูกลอบสังหาร ไม่มีเนื้อหาเหล่านี้นำมาถกเป็นวาระเร่งด่วนแต่อย่างใด
สังคมชาวสภานัดเบิกฤกษ์จึงมีแต่เรื่องปากท้อง ผลประโยชน์พวกพ้องเป็นหลัก
************************    
ครั้น ส่องกล้องมองห้องประชุมใหญ่ สื่อสารแต่เนิ่นเตรียมใจเผชิญเสียงเห่าหอนราวกับคืนสยองวิญญาณโหด  เมื่อสภา 500 ผสมปนเปไปด้วยผู้ยิ่งใหญ่ระบือไกลตกเป็นข่าวทั่วโลก  ไม่ใช่เฉพาะเจ้าพ่อผู้มีอิทธิพล ที่ได้ดีเป็นส.ส.  แต่มีอีกกลุ่มที่ดูจะเป็นกลุ่มเบ้อเริ่มเทิ่มซะด้วยอ้างว่าเข้ามาทำหน้าที่ เป็นปากเป็นเสียงให้ประชาชนแต่เบื้องหลังถ่ายทำเขาว่ากันว่านะจ๊ะ ต้องการได้แค่เอกสิทธิ์คุ้มครองในสภาไม่ต้องถูกคุมขัง
บอกกล่าวขนาด นี้จำกันได้หรือยัง เหล่าคณะที่มีน้ำเสียงห้าวหาญ ปลุกระดมปราศรัยโจมตีโดยไม่หวั่นหน้าอินทร์หน้าพรหม  สร้างบรรทัดฐานใหม่ทางการเมืองด้วยการให้ความสำคัญกฎหมู่ต้องอยู่เหนือ กฎหมาย
วีรกรรมสองปีติดต่อกันเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของประเทศชาติ ทั้งพามวลชนล้มการประชุมอาเซียนซัมมิท ที่พัทยา ปลุกระดมให้เกิดการเผาศาลากลางจังหวัด  ปิดถนนวางเพลิงอาคารห้างสรรพสินค้า ผลงานอันยอดเยี่ยมเช่นนี้อาจเป็นรางวัลที่ทำให้พวกเขาได้เป็น “ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันทรงเกียรติ”
พวกเขาไงเล่า “แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ” 
วันนี้ พวกเขาไม่ได้ใส่เสื้อยืดสีแดง กางเกงยีนส์ตัวเก่า รองเท้าคลุกฝุ่น  ผมเพร้าไม่ได้สระ แต่พวกเขาสวมสูทผูกเนคไท ใบหน้านวลผ่อง หวีผมเลียบแปล้ สวมรองเท้าขัดเงา
แทบไม่น่าเชื่อ เปลี่ยนไปเป็นคนละคน จากที่เคยยัดเยียดตัวเองกับพี่น้อง”เราคือไพร่ “ แต่วันนี้คำว่าไพร่ต้องพูดเบาๆ หรือถ้าจะให้บอกเป็นไพร่อยู่อีกหรือเปล่า ก็ขอเพิ่มคำท้ายให้ดูดีหน่อย แบบว่า เราคือไพร่วีไอพี
เมื่อเข้า มาทำหน้าที่ในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทยจึงไม่ใช่ผู้แทนปวงชนกลางท้องถนน อย่าพลั้งเผลอเข้าไปละเลงถ้อยคำกักขฬะ  ท้าตีท้าต่อยเพื่อนผู้แทนต่างพรรคแล้วกัน  เดี๋ยวจะเสียภาพพจน์อำมาตย์ใหม่ถอดด้าม
ในเมื่อเป็นความหวังของมวลชน ชาวไพร่ทั้งที ก็อย่าทำให้ผิดหวัง หากวันใดชาวไพร่ออกมาเรียกร้องสิทธิไม่เท่าเทียมต้องช่วยแก้ไขให้พวกเขาโดย ด่วน   มีข้อแนะนำประเดิมงานแรกสำหรับนักต่อสู้เพื่อประชาชนอย่างท่านผู้แทนแดง  น่าจะไปตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่ป่าวังน้ำเขียวก่อนดีไหม
เพราะก่อน หน้านี้แกนนำที่มาเป็นท่านผู้แทนอันทรงเกียรติก็เคยไปมาหาสู่แถวนั้นบ่อย น่าจะรู้เบื้องหน้าเบื้องหลังนักการเมืองสีไหนครอบครองบ้าง กระชากหน้ากากออกมาประจานกลางสภากันเลยดีไหม
อีกงานที่แนะนำ ลองไปตรวจสอบขบวนการบุกรุกพื้นที่ป่าทำรีสอร์ตในจังหวัดนครศรีธรรมราชสัก หน่อยดีไหม ไปดูว่ามีนักการเมืองคนไหนได้ประโยชน์  เรื่องพวกนี้เชื่อว่าแกนนำที่เคยสัมผัสทุกข์สุขประชาชนน่าจะทำได้ดี
ถือ เป็นรายการท้าพิสูจน์ เมื่อพร้อมใจส่วมชุดสูทราคาแพงสัญลักษณ์ของสังคมคนมีระดับ จะเป็นการช่วยยกระดับพฤติกรรมจากอันธพาลครองเมืองเป็นท่านผู้แทนอันทรง เกียรติสมชื่อหรือไม่ จะเป็นการยกระดับสมองทำงานเพื่อประชาชนอย่างเสมอภาคจริงหรือไม่
อุ ตสาห์แนะนำถึงขนาดนี้ น่าจะเป็นคุณต่อท่านผู้แทนแดงอันทรงเกียรติ แต่ดูเหมือนท่านนปช.กลับจ้องจะไปทำเรื่องอื่นซะงั้น  ล่าสุดเตรียมสร้างความระทึกให้พ่อแม่พี่น้องครั้งใหม่ชนิดไม่ต้องปลุกระดม “เผาเลยครับพี่น้อง  ผาวเลย ผาว “ ด้วยความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญสอดไส้นิรโทษกรรมให้นายใหญ่ถึงวันนั้นสภาพสภา อาจลุกเป็นไฟทันที
ถ้าเป็นเช่นนั้นจนใจหล่ะครับ
สงสัยเหลือ เกิน รางวัลที่ได้จากการเป็นผู้แทนอันทรงเกียรติยังไม่จุใจ แต่หากแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนายสำเร็จ มันก็คงเป็นโบนัสชิ้นใหญ่ที่รออยู่ครับพี่น้อง