| พท.อย่าใช้อำนาจรัฐบิดเบือนคดี (บทบรรณาธิการ) นสพ.แนวหน้า | ||||||||
วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2554
พท.อย่าใช้อำนาจรัฐบิดเบือนคดี
พท.อย่าใช้อำนาจรัฐบิดเบือนคดี (บทบรรณาธิการ) การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลชุดใหม่มาเป็นรัฐบาล ที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ ทำให้มีแนวโน้มว่ารัฐบาลชุดใหม่จะมีการใช้กลไกอำนาจรัฐบิดเบือนเบี่ยงเบนคดีต่างๆ เพื่อทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้นำตัวจริงของพรรคเพื่อไทย และเหล่าแกนนำคนเสื้อแดง ซึ่งปัจจุบันเป็นเนื้อเดียวกับพรรคเพื่อไทย พ้นจากโทษความผิดอย่างสิ้นเชิง ด้วยการทำให้รูปคดีพลิก จากดำเป็นขาวจากขาวเป็นดำ คดีร้ายแรงที่สังคมกำลังเฝ้าจับตาเป็นพิเศษคือคดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ และเหล่าแกนนำคนเสื้อแดงถูกตั้งข้อหาก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองช่วงเดือนมีนาคม ถึงพฤษภาคม ปี 2553 จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 91 ราย และบาดเจ็บอีกนับพันราย ซึ่งที่ผ่านมา เหล่าแกนนำคนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยพยายามบิดเบือนว่ารัฐบาลชุดที่ผ่านมา และกองทัพเข่นฆ่าประชาชน ทั้งๆ ที่ปรากฏ หลักฐานชัดเจนว่า มีกองกำลังชุดดำที่ปะปนเคลื่อนไหวร่วมกับกลุ่มคนเสื้อแดงใช้อาวุธสงครามก่อการร้ายและพยายามสร้างสถานการณ์ให้กลายเป็นสงครามกลางเมือง นอกจากคดีก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองจน พินาศย่อยยับแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณและเหล่าแกนนำคนเสื้อแดง ยังถูกดำเนินคดีที่เกี่ยวกับความมั่นคงอีกหลายคดี รวมทั้งคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังมีคดีทุจริตอีกหลาย คดีที่อยู่ในขั้นตอนตรวจสอบตามกระบวนการยุติธรรม อาทิ กรณีซุกหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น ที่ค้างอยู่ในขั้นตอน ของอัยการ โดยไม่มีอะไรคืบหน้า กรณีขายหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น ให้กองทุนต่างชาติ โดยหลบเลี่ยงภาษีซึ่งล่าสุดพอเปลี่ยนรัฐบาลชุดใหม่มาเป็นพรรคเพื่อไทย กระทรวงการคลัง ก็แสดงท่าทีเตรียมที่จะยุติคดีนี้ นอกจากนี้ยังมีคดีพ.ต.ท.ทักษิณสั่งให้ธนาคาร กรุงไทย ปล่อยเงินกู้แก่บริษัทกฤษดามหานคร 8,000 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้หนี้จากธนาคารกรุงเทพฯมูลค่า 4,000 ล้านบาท ขณะที่เงินส่วนต่างที่เหลือ 4,000 ล้านบาท พบว่าไหลเข้าเครือญาติและบุคคลใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ 164 ล้านบาท คดีนี้อยู่ในชั้นอัยการโดยไม่มีอะไรคืบหน้า กรณีการทุจริตการจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิด ซีทีเอ็กซ์ติดตั้งในสนามบินสุวรรณภูมิ สร้างความเสียหาย แก่รัฐเป็นมูลค่าราว 1,400 ล้านบาท คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ส่งเรื่องให้อัยการนานแล้ว หรือกรณีรัฐมนตรียุครัฐบาลทักษิณทุจริตเรียกค่าหัวคิวโครงการก่อสร้างบ้านเอื้ออาทรเป็นเงิน 1,400 ล้านบาท นอกจากนี้เครือญาติใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณอีกหลายคน ซึ่งรวมทั้ง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้เป็นน้องสาวซึ่งเพิ่งขึ้นมานั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ ก็มีส่วนพัวพันในคดีซุกหุ้นของ พ.ต.ท.ทักษิณ รวมทั้งพัวพันการให้ทุนสนับสนุนกลุ่มคนเสื้อแดงที่ถูกกล่าวหาเป็นผู้ก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองด้วย เพราะฉะนั้นสังคมต้องช่วยกันตรวจสอบจับตา อย่างใกล้ชิด เพราะเมื่อผู้ต้องหากลับมาเป็นผู้คุมอำนาจรัฐย่อมเป็นไปได้สูงที่จะมีการใช้อำนาจรัฐบิดเบือนประวัติศาสตร์ ข้อเท็จจริง อันจะทำให้ผิดเป็นถูก ปล่อยให้คนที่ทำลายชาติบ้านเมืองและทุจริตคอร์รัปชั่นลอยนวล กลายเป็นวีรบุรุ
| พท.อย่าใช้อำนาจรัฐบิดเบือนคดี |
พท.อย่าใช้อำนาจรัฐบิดเบือนคดี (บทบรรณาธิการ) การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลชุดใหม่มาเป็นรัฐบาล ที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ ทำให้มีแนวโน้มว่ารัฐบาลชุดใหม่จะมีการใช้กลไกอำนาจรัฐบิดเบือนเบี่ยงเบนคดีต่างๆ เพื่อทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้นำตัวจริงของพรรคเพื่อไทย และเหล่าแกนนำคนเสื้อแดง ซึ่งปัจจุบันเป็นเนื้อเดียวกับพรรคเพื่อไทย พ้นจากโทษความผิดอย่างสิ้นเชิง ด้วยการทำให้รูปคดีพลิก จากดำเป็นขาวจากขาวเป็นดำ คดีร้ายแรงที่สังคมกำลังเฝ้าจับตาเป็นพิเศษคือคดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ และเหล่าแกนนำคนเสื้อแดงถูกตั้งข้อหาก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองช่วงเดือนมีนาคม ถึงพฤษภาคม ปี 2553 จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 91 ราย และบาดเจ็บอีกนับพันราย ซึ่งที่ผ่านมา เหล่าแกนนำคนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยพยายามบิดเบือนว่ารัฐบาลชุดที่ผ่านมา และกองทัพเข่นฆ่าประชาชน ทั้งๆ ที่ปรากฏ หลักฐานชัดเจนว่า มีกองกำลังชุดดำที่ปะปนเคลื่อนไหวร่วมกับกลุ่มคนเสื้อแดงใช้อาวุธสงครามก่อการร้ายและพยายามสร้างสถานการณ์ให้กลายเป็นสงครามกลางเมือง นอกจากคดีก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองจน พินาศย่อยยับแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณและเหล่าแกนนำคนเสื้อแดง ยังถูกดำเนินคดีที่เกี่ยวกับความมั่นคงอีกหลายคดี รวมทั้งคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังมีคดีทุจริตอีกหลาย คดีที่อยู่ในขั้นตอนตรวจสอบตามกระบวนการยุติธรรม อาทิ กรณีซุกหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น ที่ค้างอยู่ในขั้นตอน ของอัยการ โดยไม่มีอะไรคืบหน้า กรณีขายหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น ให้กองทุนต่างชาติ โดยหลบเลี่ยงภาษีซึ่งล่าสุดพอเปลี่ยนรัฐบาลชุดใหม่มาเป็นพรรคเพื่อไทย กระทรวงการคลัง ก็แสดงท่าทีเตรียมที่จะยุติคดีนี้ นอกจากนี้ยังมีคดีพ.ต.ท.ทักษิณสั่งให้ธนาคาร กรุงไทย ปล่อยเงินกู้แก่บริษัทกฤษดามหานคร 8,000 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้หนี้จากธนาคารกรุงเทพฯมูลค่า 4,000 ล้านบาท ขณะที่เงินส่วนต่างที่เหลือ 4,000 ล้านบาท พบว่าไหลเข้าเครือญาติและบุคคลใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ 164 ล้านบาท คดีนี้อยู่ในชั้นอัยการโดยไม่มีอะไรคืบหน้า กรณีการทุจริตการจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิด ซีทีเอ็กซ์ติดตั้งในสนามบินสุวรรณภูมิ สร้างความเสียหาย แก่รัฐเป็นมูลค่าราว 1,400 ล้านบาท คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ส่งเรื่องให้อัยการนานแล้ว หรือกรณีรัฐมนตรียุครัฐบาลทักษิณทุจริตเรียกค่าหัวคิวโครงการก่อสร้างบ้านเอื้ออาทรเป็นเงิน 1,400 ล้านบาท นอกจากนี้เครือญาติใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณอีกหลายคน ซึ่งรวมทั้ง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้เป็นน้องสาวซึ่งเพิ่งขึ้นมานั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ ก็มีส่วนพัวพันในคดีซุกหุ้นของ พ.ต.ท.ทักษิณ รวมทั้งพัวพันการให้ทุนสนับสนุนกลุ่มคนเสื้อแดงที่ถูกกล่าวหาเป็นผู้ก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองด้วย เพราะฉะนั้นสังคมต้องช่วยกันตรวจสอบจับตา อย่างใกล้ชิด เพราะเมื่อผู้ต้องหากลับมาเป็นผู้คุมอำนาจรัฐย่อมเป็นไปได้สูงที่จะมีการใช้อำนาจรัฐบิดเบือนประวัติศาสตร์ ข้อเท็จจริง อันจะทำให้ผิดเป็นถูก ปล่อยให้คนที่ทำลายชาติบ้านเมืองและทุจริตคอร์รัปชั่นลอยนวล กลายเป็นวีรบุรุษ ที่เชิดหน้าชูตาอยู่ในสังคม
| พท.อย่าใช้อำนาจรัฐบิดเบือนคดี (บทบรรณาธิการ) |
วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2554
จรัสพงษ์ สุรัสวดี ...บทสัมภาษณ์ซู่โม่ตู้ทอร์คโชว์..ซี้ด.ๆๆๆ
เหตุผลของพี่ตู้ในการจัดทอล์คโชว์ครั้งนี้คืออย่างไรครับ ?
เพราะพี่อิจฉารากหญ้าครับ การที่อนุญาตให้คนที่ไม่เรียนมีสิทธิเท่าเทียมคนที่เรียน เป็นกติกาสากลสำหรับ ประเทศที่ระดับการศึกษาเฉลี่ยสูงถึงขั้นปลอดภัยแล้ว การเลือกตั้งของเค้าจึงเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานได้ ซึ่งไม่ถูกต้องสำหรับประเทศที่การศึกษาเฉลี่ยต่ำครับ เพราะจริงๆแล้วสิทธิขั้นพื้นฐานเดิมนั้นกำหนดเฉพาะเรื่องพื้นฐาน เช่น การนับถือศาสนา การสาธารณะสุข การแสดงความคิด การสมรส สวัสดิภาพในการดำรงชีวิต ฯลฯ รวมไปถึง การศึกษา แต่ไม่รวมการเลือกตั้งเข้าไปในสิทธิขั้นพื้นฐานครับ อันตรายต่อความอยู่รอดของบางเผ่าพันธุ์ในทันที แต่เผ่าพันธุ์นั้นๆจะไม่ค่อยรู้
เพราะดันไปสงสารเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ที่ควรกำจัดเพราะเป็นภาระ
เราไม่ได้เกรงใจภาระเพราะเราใจดีนะครับ เราเกรงใจภาระเพราะเราขี้ขลาด เราเกรงกลัวพวกภาระครับ ภาระจึงได้ใจ ครอบครองเมืองโดยไม่ยอมพัฒนาพวกตน พี่อิจฉามันครับ
เมื่อการศึกษาคือสิทธิขั้นพื้นฐาน ใครไม่ยอมเรียนก็ต้องถือว่าผู้นั้นละเลยสิทธิขั้นพื้นฐาน ก็แปลว่าบกพร่องในหน้าที่ซึ่งโยงกับบางสิทธิ ผู้บกพร่องในหน้าที่ก็ควรถูกเพิกถอนบางสิทธิที่เกี่ยวข้อง เช่น สิทธิในการตัดสินใจเรื่องอนาคตของประเทศชาติ เพราะเราจำเป็นต้องกำหนดที่การศึกษาครับ ไม่ใช่กำหนดที่อายุเหมือนประเทศพัฒนา ตายซิ่ ระดับการศึกษาเฉลี่ยของเราต่ำกว่ามาตรฐานประเทศประชาธิปไตยในโลกครับ ไม่ต้องอาย ต่ำกว่ามากเลยจริงๆ ต้องยอมรับ ต้องแก้กติกาครับ ไม่งั้นตาย หลายศพแล้วด้วย และจะมีอีกครับถ้าไม่รีบแก้กติกา อย่าอาย เพื่อนร่วมชาติเราโง่ครับ ยอมรับซะจะได้แก้กติกากัน
ทำไมเราจึงไม่ให้ลิงบาบูนอายุ 18 ขวบมีสิทธิ์เลือกตั้งล่ะครับ
เพราะบาบูนไม่เรียนหนังสือ ไม่ใช่เพราะบาบูนไม่ใช่คนนะครับ บาบูนเหนือกว่าบางคนด้วยซ้ำ บาบูนหากินเองได้ ไม่ต้องรอเอื้ออาทร ไม่ต้องรอผ้าห่มทุกปี ก็ถ้าบาบูนเรียนหนังสือสอบผ่าน ม.6 ก็แปลว่าพูดกับคนรู้เรื่อง เราก็ควรให้สิทธิ์เลือกตั้งกับบาบูนครับ แต่นี่มีโง่กว่าบาบูนอีกนะ พูดก็ไม่รู้เรื่อง สะกดประชาธิปไตยก็ไม่ถูก ทำมาหากินก็ไม่ได้ ผ้าห่มก็หาเองไม่ได้ต้องแจกทุกปี แต่ดันมีสิทธิ์เลือกตั้ง อย่างงี้บาบูนค้อนครับ
ถ้ากุลีมีสิทธิเท่าบัณฑิต บัณฑิตจะลงทุนเรียนกันไปทำไมไม่ทราบครับ
ประชาธิปไตยมันว่าด้วยเรื่องเสียงข้างมาก ฉะนั้น ประเทศไหนที่เสียงข้างมากไม่มีการศึกษา ประเทศก็ล่ม เพราะกุ๊ยซื้อกุ๊ยและกุ๊ยเลือกกุ๊ยแน่นอนครับ พวกคอมมิวนิสนิยมก็สัพหยอกว่าพี่ตู้เป็น อำมาตยาธิปไตย?? แต่พี่เต็มใจเป็น อำมาตยาธิปไตย มากกว่า กุ๊ยยาธิปไตย นะจะบอกให้ แต่เดี๋ยวนะครับ อำมาตยาธิปไตยมันไม่ดีตรงไหนหรือครับ เทียบกับรัฐบาลรากหญ้าธิปไตยทุกวันนี้
มีคนเข้าใจสิ่งที่เข้าใจยากแบบนี้อยู่หยิบมือนึงบนแผ่นดินนี้ พี่ต้องทอล์คโชว์เพราะพี่ต้องการพูดคุยกับท่านเหล่านี้บ่อยๆครับ อาจไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงวันนี้ แต่พรุ่งนี้จะไม่มืดมน เพราะคนเหล่านี้จะเห็นทางออกไงครับ ถ้าไม่อวดเก่งกันนะ พรุ่งนี้หมายถึงวันรุ่งขึ้น ไม่ใช่ปีรุ่งขึ้นนะ เพราะทันทีที่รู้ทางออกก็บอกต่อกันแบบแอมเวย์
แป๊บเดียวก็เข้าใจกันหมดแล้ว ซัก 2 วันมั้ง เพราะคนที่ฟังรู้เรื่องมีไม่ถึง 1 % ของประเทศ ที่เหลือไม่ใช่โง่ แต่ไม่ฟังครับ ซึ่งก็ไม่ได้แปลว่าอวดดี เพียงแต่โง่
การเปลี่ยนแปลงแผ่นดินต้องทำให้เด็ดขาดครับ ไม่ใช่ไล่ไปแล้วเลือกตั้งใหม่เพื่อให้พวกมันกลับมายิ่งใหญ่อีก มันตลกและดูไม่เด็ดขาดไม่จริงใจนะครับ ซึ่งพี่ก็สรรเสริญ
ทุกการต่อสู้ของพันธมิตร เพราะชอบพอกันเป็นการส่วนตัวมาก
แต่พี่ไม่ไปวิ่งชนกระสุนเพื่อให้รากหญ้าเลือกพวกมันกลับมาอีก คุณพ่อพี่สอนว่า อย่าให้คนไม่ดีมีโอกาสปกครองบ้านเมือง เพราะฉะนั้น การขับไล่ ต้องตามด้วย การกำจัด ซึ่งในอารยะประเทศเค้าใช้วิธีฆ่าทิ้งแบบเนียนๆ
แล้วแจงว่า ตายด้วยฝีมือคนวิกลจริต ซึ่งเรื่องก็เงียบ แต่ในอนารยะประเทศซึ่งขี้ขลาด ก็ใช้วิธีนุ่มนวล ซึ่งก็ตกเป็นเบี้ยล่างและสูญเสียเปล่า เพราะกลับมาเหมือนเดิมทุกอย่างหลังทุกการต่อสู้ พี่หงุดหงิดทุกครั้งเพราะวีรบุรุษของพี่เหนื่อยเปล่าทุกครั้ง เพราะไม่แก้ที่ระบอบไงครับ
การเป็นวีรชนด้วยอารมณ์มักไม่แก้ปัญหาครับ ต้องแก้ปัญหาด้วยเหตุผล ซึ่งต้องแก้ที่ต้นเหตุ คือ การโกงกิน การแตกแยก และ สิทธิที่ไม่ควรเป็นขั้นพื้นฐาน ซึ่งพี่จะได้กล่าวรวมไว้ในช่วงท้าย ขยักเอาไว้ก่อนให้หงุดหงิดเล่นซะงั้น เป็นการคัดคนอ่านไงครับ
เพราะพี่อิจฉารากหญ้าครับ การที่อนุญาตให้คนที่ไม่เรียนมีสิทธิเท่าเทียมคนที่เรียน เป็นกติกาสากลสำหรับ ประเทศที่ระดับการศึกษาเฉลี่ยสูงถึงขั้นปลอดภัยแล้ว การเลือกตั้งของเค้าจึงเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานได้ ซึ่งไม่ถูกต้องสำหรับประเทศที่การศึกษาเฉลี่ยต่ำครับ เพราะจริงๆแล้วสิทธิขั้นพื้นฐานเดิมนั้นกำหนดเฉพาะเรื่องพื้นฐาน เช่น การนับถือศาสนา การสาธารณะสุข การแสดงความคิด การสมรส สวัสดิภาพในการดำรงชีวิต ฯลฯ รวมไปถึง การศึกษา แต่ไม่รวมการเลือกตั้งเข้าไปในสิทธิขั้นพื้นฐานครับ อันตรายต่อความอยู่รอดของบางเผ่าพันธุ์ในทันที แต่เผ่าพันธุ์นั้นๆจะไม่ค่อยรู้
เพราะดันไปสงสารเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ที่ควรกำจัดเพราะเป็นภาระ
เราไม่ได้เกรงใจภาระเพราะเราใจดีนะครับ เราเกรงใจภาระเพราะเราขี้ขลาด เราเกรงกลัวพวกภาระครับ ภาระจึงได้ใจ ครอบครองเมืองโดยไม่ยอมพัฒนาพวกตน พี่อิจฉามันครับ
เมื่อการศึกษาคือสิทธิขั้นพื้นฐาน ใครไม่ยอมเรียนก็ต้องถือว่าผู้นั้นละเลยสิทธิขั้นพื้นฐาน ก็แปลว่าบกพร่องในหน้าที่ซึ่งโยงกับบางสิทธิ ผู้บกพร่องในหน้าที่ก็ควรถูกเพิกถอนบางสิทธิที่เกี่ยวข้อง เช่น สิทธิในการตัดสินใจเรื่องอนาคตของประเทศชาติ เพราะเราจำเป็นต้องกำหนดที่การศึกษาครับ ไม่ใช่กำหนดที่อายุเหมือนประเทศพัฒนา ตายซิ่ ระดับการศึกษาเฉลี่ยของเราต่ำกว่ามาตรฐานประเทศประชาธิปไตยในโลกครับ ไม่ต้องอาย ต่ำกว่ามากเลยจริงๆ ต้องยอมรับ ต้องแก้กติกาครับ ไม่งั้นตาย หลายศพแล้วด้วย และจะมีอีกครับถ้าไม่รีบแก้กติกา อย่าอาย เพื่อนร่วมชาติเราโง่ครับ ยอมรับซะจะได้แก้กติกากัน
ทำไมเราจึงไม่ให้ลิงบาบูนอายุ 18 ขวบมีสิทธิ์เลือกตั้งล่ะครับ
เพราะบาบูนไม่เรียนหนังสือ ไม่ใช่เพราะบาบูนไม่ใช่คนนะครับ บาบูนเหนือกว่าบางคนด้วยซ้ำ บาบูนหากินเองได้ ไม่ต้องรอเอื้ออาทร ไม่ต้องรอผ้าห่มทุกปี ก็ถ้าบาบูนเรียนหนังสือสอบผ่าน ม.6 ก็แปลว่าพูดกับคนรู้เรื่อง เราก็ควรให้สิทธิ์เลือกตั้งกับบาบูนครับ แต่นี่มีโง่กว่าบาบูนอีกนะ พูดก็ไม่รู้เรื่อง สะกดประชาธิปไตยก็ไม่ถูก ทำมาหากินก็ไม่ได้ ผ้าห่มก็หาเองไม่ได้ต้องแจกทุกปี แต่ดันมีสิทธิ์เลือกตั้ง อย่างงี้บาบูนค้อนครับ
ถ้ากุลีมีสิทธิเท่าบัณฑิต บัณฑิตจะลงทุนเรียนกันไปทำไมไม่ทราบครับ
ประชาธิปไตยมันว่าด้วยเรื่องเสียงข้างมาก ฉะนั้น ประเทศไหนที่เสียงข้างมากไม่มีการศึกษา ประเทศก็ล่ม เพราะกุ๊ยซื้อกุ๊ยและกุ๊ยเลือกกุ๊ยแน่นอนครับ พวกคอมมิวนิสนิยมก็สัพหยอกว่าพี่ตู้เป็น อำมาตยาธิปไตย?? แต่พี่เต็มใจเป็น อำมาตยาธิปไตย มากกว่า กุ๊ยยาธิปไตย นะจะบอกให้ แต่เดี๋ยวนะครับ อำมาตยาธิปไตยมันไม่ดีตรงไหนหรือครับ เทียบกับรัฐบาลรากหญ้าธิปไตยทุกวันนี้
มีคนเข้าใจสิ่งที่เข้าใจยากแบบนี้อยู่หยิบมือนึงบนแผ่นดินนี้ พี่ต้องทอล์คโชว์เพราะพี่ต้องการพูดคุยกับท่านเหล่านี้บ่อยๆครับ อาจไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงวันนี้ แต่พรุ่งนี้จะไม่มืดมน เพราะคนเหล่านี้จะเห็นทางออกไงครับ ถ้าไม่อวดเก่งกันนะ พรุ่งนี้หมายถึงวันรุ่งขึ้น ไม่ใช่ปีรุ่งขึ้นนะ เพราะทันทีที่รู้ทางออกก็บอกต่อกันแบบแอมเวย์
แป๊บเดียวก็เข้าใจกันหมดแล้ว ซัก 2 วันมั้ง เพราะคนที่ฟังรู้เรื่องมีไม่ถึง 1 % ของประเทศ ที่เหลือไม่ใช่โง่ แต่ไม่ฟังครับ ซึ่งก็ไม่ได้แปลว่าอวดดี เพียงแต่โง่
การเปลี่ยนแปลงแผ่นดินต้องทำให้เด็ดขาดครับ ไม่ใช่ไล่ไปแล้วเลือกตั้งใหม่เพื่อให้พวกมันกลับมายิ่งใหญ่อีก มันตลกและดูไม่เด็ดขาดไม่จริงใจนะครับ ซึ่งพี่ก็สรรเสริญ
ทุกการต่อสู้ของพันธมิตร เพราะชอบพอกันเป็นการส่วนตัวมาก
แต่พี่ไม่ไปวิ่งชนกระสุนเพื่อให้รากหญ้าเลือกพวกมันกลับมาอีก คุณพ่อพี่สอนว่า อย่าให้คนไม่ดีมีโอกาสปกครองบ้านเมือง เพราะฉะนั้น การขับไล่ ต้องตามด้วย การกำจัด ซึ่งในอารยะประเทศเค้าใช้วิธีฆ่าทิ้งแบบเนียนๆ
แล้วแจงว่า ตายด้วยฝีมือคนวิกลจริต ซึ่งเรื่องก็เงียบ แต่ในอนารยะประเทศซึ่งขี้ขลาด ก็ใช้วิธีนุ่มนวล ซึ่งก็ตกเป็นเบี้ยล่างและสูญเสียเปล่า เพราะกลับมาเหมือนเดิมทุกอย่างหลังทุกการต่อสู้ พี่หงุดหงิดทุกครั้งเพราะวีรบุรุษของพี่เหนื่อยเปล่าทุกครั้ง เพราะไม่แก้ที่ระบอบไงครับ
การเป็นวีรชนด้วยอารมณ์มักไม่แก้ปัญหาครับ ต้องแก้ปัญหาด้วยเหตุผล ซึ่งต้องแก้ที่ต้นเหตุ คือ การโกงกิน การแตกแยก และ สิทธิที่ไม่ควรเป็นขั้นพื้นฐาน ซึ่งพี่จะได้กล่าวรวมไว้ในช่วงท้าย ขยักเอาไว้ก่อนให้หงุดหงิดเล่นซะงั้น เป็นการคัดคนอ่านไงครับ
วันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2554
Mother in the Dream
เนื้อเพลง "Mother in the Dream แม่ที่ฉันฝันถึง"
ลูกเอาน้ำค้างบนดอกไม้อันศักดิ์สิทธิ์มาสักการะ
ลูกรู้สึกได้ถึงความเศร้าจากดวงตาของแม่
ลูกของแม่ตื่นจากความฝันแล้ว แม่โปรดมาหาลูกด้วย
ลูกโบยบินสู่ฟากฟ้าบนหลังนกสีเงิน
ลูกฝันว่าแม่อยู่ที่นั่นอย่างเป็นสุข
ลูกของแม่จะไปหา...ได้โปรดรอลูกด้วย
แม่ครับ...ได้โปรดรอลูกด้วย....
Serving you with holy flower dew
I could feel the sadness from your eyes
Your son is awakened from the dreams
Come over here mother.
Your son has awakened from the dreams
Come over here mother.
I ride on a silver bird in the dream, flying over the sky
I dream you go there with the bliss.
Your son is coming and please wait there mother.
Your son is coming over.
Mother, please wait for me.
เนื้อเพลง "Mother in the Dream แม่ที่ฉันฝันถึง" ลูกเอาน้ำค้างบนดอกไม้อันศักดิ์สิทธิ์มาสักการะ ลูกรู้สึกได้ถึงความเศร้าจากดวงตาของแม่ ลูกของแม่ตื่นจากความฝันแล้ว แม่โปรดมาหาลูกด้วย ลูกโบยบินสู่ฟากฟ้าบนหลังนกสีเงิน ลูกฝันว่าแม่อยู่ที่นั่นอย่างเป็นสุข ลูกของแม่จะไปหา...ได้โปรดรอลูกด้วย แม่ครับ...ได้โปรดรอลูกด้วย.... Serving you with holy flower dew I could feel the sadness from your eyes Your son is awakened from the dreams Come over here mother. Your son has awakened from the dreams Come over here mother. I ride on a silver bird in the dream, flying over the sky I dream you go there with the bliss. Your son is coming and please wait there mother. Your son is coming over. Mother, please wait for me.
วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2554
~@@ The Siam renaissance ทวิภพ..เวอร์ชั่นที่ชอบที่สุด และอยากให้เด็กไทยชมตอนนี้ฮะ @@~
http://www.youtube.com/watch?v=uzWQkGpnngk&feature=player_embedded

คำ ว่ายุค Renaissance (เรเนซอง) ตามความเข้าใจทั่วไปย่อมหมายถึงยุคสมัยที่เกิดการฟื้นฟูศิลปวิทยาการของ ยุโรป (ในศตวรรษที่ ๑๔ ที่อิตาลี และ ในศตวรรษที่ ๑๖ ในยุโรปเหนือ) ภาพยนตร์เรื่องทวิภพให้ชื่อภาษาอังกฤษว่า The siam renaissance ย่อมมีนัยสำคัญบางประการ อาจหมายถึง สมัยฟื้นฟูศิลปะวิทยาในสยาม หรือการรับเข้ามาใหม่ของวิทยาการยุคใหม่?
ยุคนั้นเป็นยุคที่มองออก ไปนอกฝั่งก็เห็นแต่เรือรบ เกิดขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ พระองค์ทรงครองราชระหว่างวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๓๙๔ ถึงวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๑๑ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนสังคมไทยให้เจริญก้าวหน้า ต่อสู้กับลัทธิล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก โดยนโยบาย ลู่ตามลม จึงทรงยอมทำสนธิสัญญาเบาริงกับอังกฤษ
ทวิภพเป็นภาพยนตร์ที่สร้าง ขึ้นจากนิยาย กล่าวถึงการเจาะเวลาหาอดีตโดยหญิงไทยที่มีนามว่า มณีจันทร์ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษระดับ ๖ สาขาประวัติศาสตร์ ประจำกงสุลไทยนครปารีส ได้กลับไปสู่สยามประเทศสมัยรัชกาลที่ ๔ อย่างไม่คาดฝัน เป็นยุคที่ประเทศกำลังหน้าสิ่วหน้าขวานจากการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก สิ่งสำคัญที่เธอต้องทำคือ ย้ำเตือนกับขุนนางยุคนั้นว่าอะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ (แต่ความจริงเรื่องมันก็ผ่านไปแล้วสำหรับมณีจันทร์ใช่ไหมครับ) ชาติตะวันตกอ้างว่า เป็นหน้าที่ของเขา ที่ต้องนำอารยธรรมที่เจริญกว่ามาเผยแพร่แก่ประเทศด้อยพัฒนา แต่คงเป็นข้ออ้างมากกว่าครับ ความจริงมาเพื่อผลประโยชน์ตนเองมากกว่า เพื่อล่าอาณานิคม กอบโกยทรัพย์ยากรมีค่าไป โดยใช้เงื่อนไขการค้าขายและอื่นๆ ที่ไทยไม่พอใจ
แต่เรา ยอมงอ ไม่ยอมหัก ขุนนางไทยที่ไม่พอใจ บางคนอาจคิดที่จะลอบสังหารท่านทูตนั้น
ซึ่ง มณีจันทร์ต้องคอยเตือนไม่ให้ทำเพราะถ้าทำอย่างงั้นไปแล้วหละก็ เรือปืนที่จอดรออยู่ที่ปากอ่าวต้องบุกเข้ามาก่อสงครามกับสยามเต็มรูปแบบแน่ นอน แทบไม่ต้องเดาเลยว่าใครจะแพ้ ใครจะชนะ ฝรั่งเศสถึงกับบอกอย่างภูมิใจเลยว่า สามารถยึดสยามได้ภายใน ๒๔ ชั่วโมง หากท่านตุกติก ไม่ยอมตกลงกับสัญญาของเรา เราจะพิจารณาท่านด้วยเรือปืน

มณี จันทร์ มีความสามารถในการพูดภาษาฝรั่งเศส เธอจึงถูกมองอย่างหวาดระแวงว่าเธออาจเป็นนกสองหัว ถูกสงสัยว่าเป็นพวกใดกันแน่ ซึ่งเธอก็ยืนยันว่าเธอเป็นคนไทย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เกิดที่ฝั่งธนบุรี พูดฝรั่งเศสได้เพราะพ่อแม่ส่งไปเรียน เธอมาจากปี ๒๕๔๖ เธอบอกว่าสยามจะไม่ตกเป็นเมืองขึ้น เพราะเป็นรัฐกันชน และจะต้องยอมเสียดินแดนบางส่วนเพื่อรักษาดินแดนส่วนใหญ่ไว้ ครั้นถูกถามว่า สยามประเทศยุคนั้นเป็นอย่างไร เธอว่ายุคนั้นมีตึกสูงมากมาย ผู้คนแต่งตัวแบบตะวันตก ใช้วัฒนธรรมตะวันตก ขุนนางฟังดังนั้นก็ตกใจ ไหนว่าจะไม่ได้เป็นเมืองขึ้น แล้วทำไมต้องแต่งตัวแบบตะวันตก การเปลี่ยนแปลง ไม่ได้หมายถึงการต้องเป็นเมืองขึ้นนี่ครับ แต่เพื่อให้ภาพพจน์เราดูดีขึ้นในสายตาชาวตะวันตก การเปลี่ยนแปลงทางด้านเครื่องแต่งกายในยุคนั้น เราไม่ได้รับมาจากตะวันตกโดยตรง แต่รับผ่านมาทางประเทศเมืองขึ้น ได้แก่ สิงคโปร อินเดีย การแต่งกายเลยเพี้ยนๆไป เป็นที่ขบขันของชาวตะวันตกมากว่า (ตรงนี้ทำให้เกิดคำถามด้วยเหมือนกันว่า ความเป็นไทยคืออะไร อยู่ที่ไหน และวัดกันอย่างไร)
ยุคนั้นชาติตะวันตกที่รุกรานไทยมีอยู่ ๒ ประเทศ คืออังกฤษและฝรั่งเศส อังกฤษได้พม่าและมาเลเซียไป ส่วนฝรั่งเศสได้ลาว เวียดนาม และได้เขมรจากการอ้างว่าเขมรเป็นเมืองขึ้นของเวียดนาม เมื่อได้เวียดนามแล้ว ต้องได้เขมรด้วย ส่วนประเทศไทยเป็นรัฐกันชน คืออยู่ระหว่างประเทศอาณานิคมของชาติตะวันตกทั้งสอง ต่างฝ่ายต่างระแวงระวังกันที่จะบุกเข้ามา นี่เลยเป็นปัจจัยหนึ่ง ที่ทำให้ไทยรอดมาได้อย่างหวุดหวิด

อังกฤษ ส่งราชทูตมาคือ เซอร์จอห์น เบาว์ริง เป็นนักการทูตฝีมือดี มีไมตรีจิต มีอัธยาศัยดีเป็นเลิศ สุดท้ายสามารถติดกระบี่เข้าเฝ้าได้ตามธรรมเนียมอังกฤษทั้งที่ขัดต่อ ธรรมเนียมการเข้าเฝ้าของไทย ที่ห้ามนำอาวุธทุกชนิดเข้าเฝ้า

ส่วน ทูตฝรั่งเศสคือ โอบาเรต์ มีบุคลิกก้าวร้าว มักจะอ้างเรือปืนมาบีบบังคับเรื่อยๆ แม้จะไม่ใช่เรื่องทางการทูตก็ตาม ยังเคยชักชวนข้าทาสคนไทยไปอยู่ในร่มธงฝรั่งเศสและตั้งตนเป็นเอเย่นต์ขายสุรา โดยมิได้แจ้งแก่รัฐบาลไทย ไทยเราหมิ่นเหม่ที่จะเกิดสงครามกับผู้นี้อยู่หลายครั้ง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงดำริที่จะกำหลาบทูตผู้ก้าวร้าวผู้ นี้โดยวิธีการที่เหนือชั้น ทรงแต่งทูตไทยส่งไปเจรจาความโดยตรงกับพระเจ้านโบเลียนแห่งฝรั่งเศสโดยตรงโดย ไม่ผ่ายโอบาเรต์ เมื่อ โอบาเรต์ รู้เข้าจึงไม่พอใจยิ่งนัก รัฐบาลสยามให้ความสำคัญต่อ โอบาเรต์ น้อยกว่า เซอร์จอห์นเบาว์ริง
พระ บาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพยายามนำพาสยามประเทศให้พ้นภัยอีกทางหนึ่ง โดยทรงพยายามศึกษาศิลปะวิทยาการของตะวันตก เพื่อให้เห็นว่าชาวสยามมีความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษ จึงทรงมีพระราชดำรัสว่า ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแห่งอนาคต พระองค์ทรงจ้างครูสอนภาษาอังกฤษนามว่า แหม่มแอนนา เขามาสอนภาษาอังกฤษในวัง ลูกศิษย์พระองค์หนึ่งก็คือ ว่าที่กษัตริย์องค์ต่อไป แหม่มแอนนาภูมิใจในลูกศิษย์คนนี้มาก เธอบอกว่าเธอเป็นผู้ปลูกฝังเรื่องการเลิกทาสให้ เป็นผลให้เมื่อขึ้นครองราชเป็นรัชกาลที่ ๕ ก็ทรงประกาศเลิกทาสนั่นเอง พระจอมเกล้าทรงฝึกพูดภาษาอังกฤษตั่งแต่ขณะที่ทรงผนวชอยู่ จนชาวตะวันตกชื่นชมพระองค์ว่า ท่านเป็นกษัตริย์พระองค์แรกในบูรพประเทศ ที่พูดภาษาอังกฤษได้คล่องมาก ทางด้านวิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ ทรงศึกษาดาราศาสตร์ตะวันตก ทรงคำนวณเวลามาตรฐาน และสร้างหอนาฬิกาสยามก่อนหอนาฬิกาบิกเบนหลายปีเลยทีเดียว ถึงแม้ขณะนั้นชาวสยามจะมีนาฬิกาไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ก็ตาม และยังทรงพระปรีชาสามารถคำนวณการเกิดสุริยุปราคาวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๔๑๑ ได้อย่างแม่นยำ จนปัจจุบันทรงได้รับยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย แต่สิ่งนี้ก็ยังไม่ได้ทำให้สยามหลุดพ้นจากการถูกมองว่าเป็นคนป่าเถื่อนอยู่ ดี พระองค์ทรงชื่นชมในวิทยาการของตะวันตก แต่ก็ทรงขุ่นเคืองพระทัย ที่ชาวตะวันตกมองคนสยามและประเทศแถบนี้ว่าป่าเถื่อน
แต่สุดท้ายแม่ มณีจันทร์ก็เป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้ขุนนางไทยต้องสังหาร โอบาเรต์ ทูตฝรั่ง หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นกับเมืองสยามบ้าง ผู้อ่านคงรู้ดี เมื่อเธอกลับมายังยุคของเธอ เธอจึงพบหอไอเฟล มาตั้งคร่อมแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ อันเป็นสัญลักษณ์ว่า เมืองไทยเสร็จฝรั่งเศสแล้ว เธอจึงต้องกลับไปแก้ไขมันอีกครั้งหนึ่ง
แต่ ผู้เขียนคิดว่า หากแม้นไทยจะต้องตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส ก็ยังไม่มีน้ำหนักพอที่ฝรั่งเศสจะมาสร้างหอไอเฟลที่เมืองไทยหรอกครับ เพราะหอไอเฟลสร้างขึ้นเพื่อฉลองร้อยปีแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรม ใช้เป็นหอกระจายข่าว เรื่องนี้จึงเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น (เพราะจะแสดงออกด้วยการแต่งกาย หรือวัฒนธรรมก็ไม่ได้แล้ว เนื่องจากเหมือนๆกันไปหมดทั่วโลก)
จากตอนต้นที่มณีจันทร์ว่าคนไทย พ.ศ. ๒๕๔๖ แต่งกายเหมือนฝรั่ง อาจมีคำถามว่าแล้ววัฒนธรรมฝรั่งดีหรือไม่ เบื้องต้นคงคิดว่าไม่ดี อะไรกัน จะมายัดเยียดวัฒนธรรมตะวันตกให้เราทำไม สูญเสียคุณค่าวัฒนธรรมไทยที่ดีงามไปมาก แต่เมื่อศึกษาดู ของที่ไทยสมควรเปลี่ยนก็มี เช่น การต้องถูกเฆี่ยนก่อนถวายฏีกากษัตริย์ เพื่อให้ผู้ที่ถวายเลือกเฉพาะเรื่องสำคัญๆ ร.๔ ก็ทรงเลิก ใครจะถวายก็ถวายได้เลย กับธรรมเนียมห้ามมองขบวนเสด็จ ใครที่แอบมองจะถูกทหารยิงธนูหรือปืนเข้าตา อันที่จริงในรัชกาลก่อนๆ เคยถูกผ่อนปรนลงให้เป็นแค่ง้างธนูขู่เท่านั้น แต่เมื่อถึงรัชกาลที่ ๔ ทรงเลิกเด็จขาดเลย ใครอยากจะมองขบวนเสด็จก็มองได้เลย
(แต่ แปลก ที่คำบรรยายภาพนี้กลับบอกว่า ห้ามมองขบวนเสด็จอยู่) ดังนั้นของที่เป็นของเราแท้ๆ แต่เราไม่ชอบก็มี แต่ของดีๆที่เราสูญเสียไปก็มี อย่างเช่น เศรษฐกิจแบบพอเพียง ที่ชาวบ้านทอผ้าใช้เองก็กลายเป็นเศรษฐกิจแบบเงินตรา ชาวบ้านหันไปซื้อผ้าใช้แทน ต้องได้ปลูกบ้าน และแต่งกายแบบยุโรป ที่ไม่เข้ากับสภาพอากาศเมืองไทย
อย่างไรก็ดี ผู้เขียนก็ยืนยันว่า เราไม่มีทางประดิษฐ์เครื่องย้อนเวลาได้แน่นอน ไม่ว่าเทคโยโลยีจะเจริญซักเท่าไรก็ตาม หากท่านเข้าใจคำว่า เวลา ที่แท้จริงคืออะไร เพราะมันแปลว่า ช่วงตั่งแต่เกิดความต้องการ ไปจนถึงได้สนองความต้องการนั้นแล้ว นั่นเอง
อดีตไม่ได้มีไว้แก้ไข
แต่มีไว้เป็นบทเรียน
เพื่ออนาคตที่ดียิ่งกว่า
คำ ว่ายุค Renaissance (เรเนซอง) ตามความเข้าใจทั่วไปย่อมหมายถึงยุคสมัยที่เกิดการฟื้นฟูศิลปวิทยาการของ ยุโรป (ในศตวรรษที่ ๑๔ ที่อิตาลี และ ในศตวรรษที่ ๑๖ ในยุโรปเหนือ) ภาพยนตร์เรื่องทวิภพให้ชื่อภาษาอังกฤษว่า The siam renaissance ย่อมมีนัยสำคัญบางประการ อาจหมายถึง สมัยฟื้นฟูศิลปะวิทยาในสยาม หรือการรับเข้ามาใหม่ของวิทยาการยุคใหม่?
ยุคนั้นเป็นยุคที่มองออก ไปนอกฝั่งก็เห็นแต่เรือรบ เกิดขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ พระองค์ทรงครองราชระหว่างวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๓๙๔ ถึงวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๑๑ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนสังคมไทยให้เจริญก้าวหน้า ต่อสู้กับลัทธิล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก โดยนโยบาย ลู่ตามลม จึงทรงยอมทำสนธิสัญญาเบาริงกับอังกฤษ
ทวิภพเป็นภาพยนตร์ที่สร้าง ขึ้นจากนิยาย กล่าวถึงการเจาะเวลาหาอดีตโดยหญิงไทยที่มีนามว่า มณีจันทร์ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษระดับ ๖ สาขาประวัติศาสตร์ ประจำกงสุลไทยนครปารีส ได้กลับไปสู่สยามประเทศสมัยรัชกาลที่ ๔ อย่างไม่คาดฝัน เป็นยุคที่ประเทศกำลังหน้าสิ่วหน้าขวานจากการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก สิ่งสำคัญที่เธอต้องทำคือ ย้ำเตือนกับขุนนางยุคนั้นว่าอะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ (แต่ความจริงเรื่องมันก็ผ่านไปแล้วสำหรับมณีจันทร์ใช่ไหมครับ) ชาติตะวันตกอ้างว่า เป็นหน้าที่ของเขา ที่ต้องนำอารยธรรมที่เจริญกว่ามาเผยแพร่แก่ประเทศด้อยพัฒนา แต่คงเป็นข้ออ้างมากกว่าครับ ความจริงมาเพื่อผลประโยชน์ตนเองมากกว่า เพื่อล่าอาณานิคม กอบโกยทรัพย์ยากรมีค่าไป โดยใช้เงื่อนไขการค้าขายและอื่นๆ ที่ไทยไม่พอใจ
แต่เรา ยอมงอ ไม่ยอมหัก ขุนนางไทยที่ไม่พอใจ บางคนอาจคิดที่จะลอบสังหารท่านทูตนั้น
มณี จันทร์ มีความสามารถในการพูดภาษาฝรั่งเศส เธอจึงถูกมองอย่างหวาดระแวงว่าเธออาจเป็นนกสองหัว ถูกสงสัยว่าเป็นพวกใดกันแน่ ซึ่งเธอก็ยืนยันว่าเธอเป็นคนไทย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เกิดที่ฝั่งธนบุรี พูดฝรั่งเศสได้เพราะพ่อแม่ส่งไปเรียน เธอมาจากปี ๒๕๔๖ เธอบอกว่าสยามจะไม่ตกเป็นเมืองขึ้น เพราะเป็นรัฐกันชน และจะต้องยอมเสียดินแดนบางส่วนเพื่อรักษาดินแดนส่วนใหญ่ไว้ ครั้นถูกถามว่า สยามประเทศยุคนั้นเป็นอย่างไร เธอว่ายุคนั้นมีตึกสูงมากมาย ผู้คนแต่งตัวแบบตะวันตก ใช้วัฒนธรรมตะวันตก ขุนนางฟังดังนั้นก็ตกใจ ไหนว่าจะไม่ได้เป็นเมืองขึ้น แล้วทำไมต้องแต่งตัวแบบตะวันตก การเปลี่ยนแปลง ไม่ได้หมายถึงการต้องเป็นเมืองขึ้นนี่ครับ แต่เพื่อให้ภาพพจน์เราดูดีขึ้นในสายตาชาวตะวันตก การเปลี่ยนแปลงทางด้านเครื่องแต่งกายในยุคนั้น เราไม่ได้รับมาจากตะวันตกโดยตรง แต่รับผ่านมาทางประเทศเมืองขึ้น ได้แก่ สิงคโปร อินเดีย การแต่งกายเลยเพี้ยนๆไป เป็นที่ขบขันของชาวตะวันตกมากว่า (ตรงนี้ทำให้เกิดคำถามด้วยเหมือนกันว่า ความเป็นไทยคืออะไร อยู่ที่ไหน และวัดกันอย่างไร)
ยุคนั้นชาติตะวันตกที่รุกรานไทยมีอยู่ ๒ ประเทศ คืออังกฤษและฝรั่งเศส อังกฤษได้พม่าและมาเลเซียไป ส่วนฝรั่งเศสได้ลาว เวียดนาม และได้เขมรจากการอ้างว่าเขมรเป็นเมืองขึ้นของเวียดนาม เมื่อได้เวียดนามแล้ว ต้องได้เขมรด้วย ส่วนประเทศไทยเป็นรัฐกันชน คืออยู่ระหว่างประเทศอาณานิคมของชาติตะวันตกทั้งสอง ต่างฝ่ายต่างระแวงระวังกันที่จะบุกเข้ามา นี่เลยเป็นปัจจัยหนึ่ง ที่ทำให้ไทยรอดมาได้อย่างหวุดหวิด
อังกฤษ ส่งราชทูตมาคือ เซอร์จอห์น เบาว์ริง เป็นนักการทูตฝีมือดี มีไมตรีจิต มีอัธยาศัยดีเป็นเลิศ สุดท้ายสามารถติดกระบี่เข้าเฝ้าได้ตามธรรมเนียมอังกฤษทั้งที่ขัดต่อ ธรรมเนียมการเข้าเฝ้าของไทย ที่ห้ามนำอาวุธทุกชนิดเข้าเฝ้า
ส่วน ทูตฝรั่งเศสคือ โอบาเรต์ มีบุคลิกก้าวร้าว มักจะอ้างเรือปืนมาบีบบังคับเรื่อยๆ แม้จะไม่ใช่เรื่องทางการทูตก็ตาม ยังเคยชักชวนข้าทาสคนไทยไปอยู่ในร่มธงฝรั่งเศสและตั้งตนเป็นเอเย่นต์ขายสุรา โดยมิได้แจ้งแก่รัฐบาลไทย ไทยเราหมิ่นเหม่ที่จะเกิดสงครามกับผู้นี้อยู่หลายครั้ง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงดำริที่จะกำหลาบทูตผู้ก้าวร้าวผู้ นี้โดยวิธีการที่เหนือชั้น ทรงแต่งทูตไทยส่งไปเจรจาความโดยตรงกับพระเจ้านโบเลียนแห่งฝรั่งเศสโดยตรงโดย ไม่ผ่ายโอบาเรต์ เมื่อ โอบาเรต์ รู้เข้าจึงไม่พอใจยิ่งนัก รัฐบาลสยามให้ความสำคัญต่อ โอบาเรต์ น้อยกว่า เซอร์จอห์นเบาว์ริง
พระ บาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพยายามนำพาสยามประเทศให้พ้นภัยอีกทางหนึ่ง โดยทรงพยายามศึกษาศิลปะวิทยาการของตะวันตก เพื่อให้เห็นว่าชาวสยามมีความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษ จึงทรงมีพระราชดำรัสว่า ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแห่งอนาคต พระองค์ทรงจ้างครูสอนภาษาอังกฤษนามว่า แหม่มแอนนา เขามาสอนภาษาอังกฤษในวัง ลูกศิษย์พระองค์หนึ่งก็คือ ว่าที่กษัตริย์องค์ต่อไป แหม่มแอนนาภูมิใจในลูกศิษย์คนนี้มาก เธอบอกว่าเธอเป็นผู้ปลูกฝังเรื่องการเลิกทาสให้ เป็นผลให้เมื่อขึ้นครองราชเป็นรัชกาลที่ ๕ ก็ทรงประกาศเลิกทาสนั่นเอง พระจอมเกล้าทรงฝึกพูดภาษาอังกฤษตั่งแต่ขณะที่ทรงผนวชอยู่ จนชาวตะวันตกชื่นชมพระองค์ว่า ท่านเป็นกษัตริย์พระองค์แรกในบูรพประเทศ ที่พูดภาษาอังกฤษได้คล่องมาก ทางด้านวิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ ทรงศึกษาดาราศาสตร์ตะวันตก ทรงคำนวณเวลามาตรฐาน และสร้างหอนาฬิกาสยามก่อนหอนาฬิกาบิกเบนหลายปีเลยทีเดียว ถึงแม้ขณะนั้นชาวสยามจะมีนาฬิกาไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ก็ตาม และยังทรงพระปรีชาสามารถคำนวณการเกิดสุริยุปราคาวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๔๑๑ ได้อย่างแม่นยำ จนปัจจุบันทรงได้รับยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย แต่สิ่งนี้ก็ยังไม่ได้ทำให้สยามหลุดพ้นจากการถูกมองว่าเป็นคนป่าเถื่อนอยู่ ดี พระองค์ทรงชื่นชมในวิทยาการของตะวันตก แต่ก็ทรงขุ่นเคืองพระทัย ที่ชาวตะวันตกมองคนสยามและประเทศแถบนี้ว่าป่าเถื่อน
แต่สุดท้ายแม่ มณีจันทร์ก็เป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้ขุนนางไทยต้องสังหาร โอบาเรต์ ทูตฝรั่ง หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นกับเมืองสยามบ้าง ผู้อ่านคงรู้ดี เมื่อเธอกลับมายังยุคของเธอ เธอจึงพบหอไอเฟล มาตั้งคร่อมแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ อันเป็นสัญลักษณ์ว่า เมืองไทยเสร็จฝรั่งเศสแล้ว เธอจึงต้องกลับไปแก้ไขมันอีกครั้งหนึ่ง
จากตอนต้นที่มณีจันทร์ว่าคนไทย พ.ศ. ๒๕๔๖ แต่งกายเหมือนฝรั่ง อาจมีคำถามว่าแล้ววัฒนธรรมฝรั่งดีหรือไม่ เบื้องต้นคงคิดว่าไม่ดี อะไรกัน จะมายัดเยียดวัฒนธรรมตะวันตกให้เราทำไม สูญเสียคุณค่าวัฒนธรรมไทยที่ดีงามไปมาก แต่เมื่อศึกษาดู ของที่ไทยสมควรเปลี่ยนก็มี เช่น การต้องถูกเฆี่ยนก่อนถวายฏีกากษัตริย์ เพื่อให้ผู้ที่ถวายเลือกเฉพาะเรื่องสำคัญๆ ร.๔ ก็ทรงเลิก ใครจะถวายก็ถวายได้เลย กับธรรมเนียมห้ามมองขบวนเสด็จ ใครที่แอบมองจะถูกทหารยิงธนูหรือปืนเข้าตา อันที่จริงในรัชกาลก่อนๆ เคยถูกผ่อนปรนลงให้เป็นแค่ง้างธนูขู่เท่านั้น แต่เมื่อถึงรัชกาลที่ ๔ ทรงเลิกเด็จขาดเลย ใครอยากจะมองขบวนเสด็จก็มองได้เลย
อย่างไรก็ดี ผู้เขียนก็ยืนยันว่า เราไม่มีทางประดิษฐ์เครื่องย้อนเวลาได้แน่นอน ไม่ว่าเทคโยโลยีจะเจริญซักเท่าไรก็ตาม หากท่านเข้าใจคำว่า เวลา ที่แท้จริงคืออะไร เพราะมันแปลว่า ช่วงตั่งแต่เกิดความต้องการ ไปจนถึงได้สนองความต้องการนั้นแล้ว นั่นเอง
แต่มีไว้เป็นบทเรียน
เพื่ออนาคตที่ดียิ่งกว่า
Credit :
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)