วันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2554

“ระบบอุปถัมภ์” กับ “การบริหารงานแบบสองมาตรฐาน”



“ระบบอุปถัมภ์” กับ “การบริหารงานแบบสองมาตรฐาน”

กล่าวนำ

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ คำว่า สองมาตรฐานถูกใช้อย่างแพร่หลายในระดับต่าง ๆ ทั้งในระดับสื่อสารมวลชนและระดับปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตย (ต่อต้านเผด็จการ) แห่งชาติ หรือ กลุ่ม นปช. ซึ่งสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปเรียกว่า กลุ่มเสื้อแดง  ได้ใช้ประเด็นเกี่ยวกับ การปฏิบัติแบบสองมาตรฐาน  เพื่อขับเคลื่อนมวลชนเรียกร้องความเป็นธรรม จนกระทั่งบานปลายกลายเป็นการต่อต้านอำนาจรัฐ โดยกลุ่ม นปช. ได้ทำการปราศรัย ตีพิมพ์บทความ และใช้สื่อในระบบเครือข่ายผลประโยชน์ธุรกิจการเมือง กล่าวอ้างถึงความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม  คำว่า ไพร่ ถูกกลุ่ม นปช. นำมาใช้สร้างความรู้สึกเจ็บปวดเยี่ยงผู้ถูกกระทำอย่างหมดหนทางสู้ เพื่อปลุกระดมมวลชนซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนรากหญ้า ให้ลุกขึ้นเรียกร้องความเสมอภาค (Equality) ในสังคม ตามหลักการพื้นฐานแห่งระบอบประชาธิปไตย โดยพยายามชี้ประเด็นว่า ความไม่เป็นธรรมในสังคมที่เกิดมีขึ้นอยู่อย่างดาษดื่นในสังคมไทยปัจจุบันนี้ เกิดจากการจัดการแบบสองมาตรฐานของผู้ใช้อำนาจฝ่ายบริหาร รวมไปถึงการใช้อำนาจของฝ่ายตุลาการ ซึ่งก็ถูกโจมตีว่า เป็นไปอย่างมีนัยสำคัญแบบสองมาตรฐาน 
นาย ตำรวจใหญ่ผู้หนึ่ง ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.๑) ถึงกับเปล่งคำว่า “ม็อบมีเส้น” ให้เกิดมีขึ้นในสังคมไทยจนกลายเป็นวาทะแห่งปีตามที่ได้ปรากฏในสื่อเปิดโดย ทั่วไป  อย่างไรก็ดี จากคำว่า “ม็อบมีเส้น” ดังกล่าว เมื่อนำมาพิจารณาเปรียบเทียบระหว่าง การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (กลุ่มเสื้อเหลือง) กับ การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตย (ต่อต้านเผด็จการ) แห่งชาติ (กลุ่มเสื้อแดง) ซึ่งได้ก่อให้เกิดความเดือดร้อนปั่นป่วนวุ่นวายในบ้านเมืองในลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่ได้รับผลกรรมค่อนข้างแตกต่างกัน  โดยในปัจจุบัน (ก.ย.๒๕๕๓) แกนนำของกลุ่มเสื้อแดงส่วนใหญ่ถูกควบคุมตัว แต่แกนนำทั้งหมดของกลุ่มเสื้อเหลืองยังคงดำเนินชีวิตอย่างเป็นปกติสุข ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ยังคงมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองเกี่ยวกับประเด็น “สองมาตรฐาน” อยู่ทุกวันนี้ 
คำว่า สองมาตรฐาน หรือ “Double Standard” หมายถึง การแสดงท่าทีหรือการปฏิบัติต่อบุคคลสองคนหรือสองกลุ่มแตกต่างกัน ทั้งที่บุคคลสองคนหรือสองกลุ่มนั้น มีพฤติการณ์ และ/หรือ ลักษณะของสิทธิโดยชอบธรรมที่คล้ายคลึงกัน ทั้งนี้อาจสืบเนื่องไปถึงประเด็นการเปรียบเทียบเกี่ยวกับการบริหาร การจัดการ การใช้ระบบ การกำหนดแนวทาง หรือการวางมาตรการ ในบุคคลหรือกลุ่มเป้าหมายทั้งสองแตกต่างกันจนสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน
การปฏิบัติต่อบุคคลหรือกลุ่มเป้าหมายสองกลุ่มอย่างแตกต่างกันนี้ มีสาเหตุมาจากการที่สังคมไทยเป็นสังคมอุปถัมภ์ กล่าวคือบุคคลหนึ่งอาจปฏิบัติต่ออีกบุคคลหนึ่งซึ่งมีความสนิทสนม รู้จักคุ้นเคย หรือเอื้ออำนวยประโยชน์ให้แก่กันและกันมาช้านาน ในลักษณะของการอะลุ้มอล่วย---ช่วยเหลือผ่อนหนักผ่อนเบาให้กัน  เช่น ฝากลูกเข้าเรียน ฝากคนเข้าทำงาน ช่วยเหลือพรรคพวก ญาติ ให้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆในวงการราชการ ระบบอุปถัมภ์ได้แทรกซึมอยู่ ในองค์การทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งส่วนใหญ่ในสังคมไทยผูกพันกับการให้ความช่วยเหลือหรืออุปถัมภ์ซึ่งกันและ กัน  

“ระบบอุปถัมภ์” กับ “ปรากฏการณ์สองมาตรฐาน”
ระบบอุปถัมภ์ หรือ Patronage System” เป็นคำที่คนไทยคุ้นเคยและรู้จักกันมาอย่างช้านาน แต่อาจเป็นเรื่องยากสำหรับบุคคลโดยทั่วไปที่จะสามารถอธิบายความเป็นมาและขยายความคำว่า ระบบอุปถัมภ์ ในประเทศไทยอย่างชัดเจนและครอบคลุม ระบบอุปถัมภ์ สถิตเสถียรอยู่ในสังคมไทยมายาวนานนับแต่อดีต จากการศึกษาของ ม.ร.ว.อคิน  รพีพัฒน์ ในเรื่อง ระบบอุปถัมภ์และโครงสร้างชนชั้นสมัยรัตนโกสินทร์ เป็นการศึกษาสังคมไทย พ.ศ.๒๓๒๕-๒๔๑๖ (อ้างถึงใน อมรา พงศาพิชญ์ และ ปรีชา คุวินทร์พันธุ์, ๒๕๓๙)  แสดงถึงการจัดระเบียบทางสังคมที่ลดหลั่นลำดับชั้นของคนตามศักดินาที่มีอยู่ พวกไพร่กับทาสถูกจัดให้ขึ้นกับนายโดยการ สักเลก  ความสัมพันธ์ระหว่างไพร่กับมูลนาย หรือข้าราชการชั้นผู้น้อยกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ หรือข้าราชการกับเจ้านาย ซึ่งมีลักษณะเป็นระบบอุปถัมภ์ระหว่างบุคคลที่มีความแตกต่างตามฐานะและศักดินา ทั้งมูลนายและไพร่ต่างเสนอและสนองบริการให้แก่กันและกัน  ม.ร.ว.อคิน ยังเสนอข้อคิดเห็นอีกด้วยว่า ระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทยเป็นผลมาจากความเชื่อของคนไทยในเรื่องบุญกรรมและเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด กล่าวคือคนเราเกิดมาไม่เท่าเทียมกันด้วยเหตุเพราะในอดีตชาติของแต่ละคนนั้น มีการสั่งสมบุญบารมีมาไม่เท่ากัน จึงทำให้คนไทยยอมรับความแตกต่างในทางฐานะทางสังคมว่า เป็นเรื่องธรรมชาติและธรรมดา 
ลูเซียน เอ็ม แฮงส์ (Lucian M. Hanks)  ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ ร่วมกับนักวิชาการจากสำนักคอร์แนลล์ เช่น เดวิด วิลสัน (David Wilson) และนักวิชาการท่านอื่น ๆ ได้ชี้ให้เห็นความจริงข้อหนึ่งว่า สังคมไทยเป็นสังคมที่มีการกำหนดสถานภาพของบุคคล ลดหลั่นจากบนสู่ล่าง นั่นคือสังคมไทยเป็นสังคมที่มีโครงสร้างที่เน้นความแตกต่างระหว่างฐานะตำแหน่ง ซึ่งได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้อุปถัมภ์ที่ฐานะตำแหน่งสูงกว่าและผู้รับอุปถัมภ์ที่มีฐานะต่ำกว่า แฮงส์ มองว่า โครงสร้างสังคมไทยประกอบด้วยความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกัน หรือเป็นความสัมพันธ์ในแนวดิ่งโดยตลอดทั้งสังคม เจเรมี เคมพ์ (Jeremey H. Kemp) ไม่เห็นด้วยที่จะอธิบายสังคมไทยในระบบมหาภาคโดยใช้แนวคิดเรื่องอุปถัมภ์ของแฮงส์ อย่างไรก็ตามเคมพ์ยอมรับว่า ความคิดของแฮงส์มีประโยชน์ในแง่ของการวิเคราะห์สังคมไทยในระดับจุลภาคที่มีความสัมพันธ์โดยส่วนตัวเป็นพื้นฐาน ระบบอุปถัมภ์ช่วยให้เข้าใจสังคมไทยในระดับย่อย ๆ (Micro Level) (อมรา พงศาพิชญ์ และ ปรีชา คุวินทร์พันธุ์, ๒๕๓๙ : ๑-๒๐)
ยิ่งไปกว่านั้น จากการศึกษาของ วิรัช วิรัชนิภาวรรณ (๒๕๕๒) ในเรื่อง ลักษณะอุปนิสัยของคนไทยที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ ได้กล่าวว่า คนไทยมีลักษณะอุปนิสัยที่ยึดมั่นในระบบอุปถัมภ์ ซึ่งเห็นได้จากความสัมพันธ์ของคนไทยจะเป็นแบบผู้นำ-ผู้ตาม ลูกพี่-ลูกน้อง หรือผู้ใหญ่-ผู้น้อย ความสัมพันธ์นี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน ดังที่เรียกว่า ข้าพึ่งเจ้า บ่าวพึ่งนาย  ระบบอุปถัมภ์ประกอบด้วยกลุ่มอุปถัมภ์ยึดถือระบบอุปถัมภ์ ซึ่งหมายถึงกลุ่มที่มีการจัดลำดับสมาชิกเป็นชั้นลดหลั่นกันไป โดยมีผู้นำคนเดียวและมีผู้ตามหลายคน ผู้ นำจะรวมอำนาจไว้ที่ตัวเองและมีฐานะสูงกว่าผู้ตาม ผู้นำสามารถผูกพันยึดเหนี่ยวผู้ตามให้จงรักภักดีอยู่ภายใต้อิทธิพลด้วยการ จัดสรรผลประโยชน์  เช่น เงินทอง ทรัพย์สิน หรืออำนาจให้อย่างถ้วนหน้าแต่ไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งต่อมาเรียกว่าระบบอุปถัมภ์หรือระบบพวกพ้อง ระบบนี้มีลักษณะสำคัญดังนี้
ประการแรก  ผู้อุปถัมภ์ อาจเรียกว่า ผู้นำ ลูกพี่ หรือผู้ใหญ่ มีภาระหน้าที่ให้ความช่วยเหลือ ดูแล คุ้มครองและปกป้องบริวารของตนซึ่งได้แก่ ผู้ตาม ลูกน้อง หรือผู้น้อย ซึ่งรวมเรียกว่าผู้รับอุปถัมภ์ ไม่ว่าผู้รับอุปถัมภ์จะถูกหรือผิด ลักษณะเช่นนี้เห็นได้จากในอดีตขุนนางหรือข้าราชการไม่มีเงินเดือนประจำเหมือนในสมัยปัจจุบัน ดังนั้นจึงต้องหาเลี้ยงชีพด้วยการรับ ของกำนันจากไพร่ซึ่งเป็นลูกน้องของตน อันมีลักษณะคล้ายค่าธรรมเนียมในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อเป็นการตอบแทนต่อของกำนันที่ได้รับจากไพร่ ข้าราชการแต่ละคนจึงมีหน้าที่ให้ความคุ้มครองแก่ไพร่ของตนจากรัฐและคนอื่น   และในบางกรณี ข้าราชการจะช่วยให้ไพร่ของตนก้าวหน้าขึ้นไปมีตำแหน่งสูงและมีอำนาจมากขึ้นด้วย  การที่ผู้ใหญ่พิทักษ์ปกป้องผู้น้อยที่กระทำความผิด เห็นได้จากการเอาหูไปนาเอาตาไปไร่หรือไม่สนใจการร้องเรียน หรือแม้กระทั่งหาทางออกให้ลูกน้อง โดยไม่ต้องถูกลงโทษอย่างจริงจังเข้มงวด หรือย้ายไปอยู่พื้นที่อื่นซึ่งอาจไปกระทำความผิดเช่นเดิมนี้ในพื้นที่อื่นต่อไป
ประการที่สอง  ผู้รับอุปถัมภ์หรือผู้น้อยมีภาระหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อผู้ใหญ่ เริ่มจากพยายามแสวงหาผู้ใหญ่ที่มีความสามารถ มีอิทธิพล และมีบารมีไว้สนับสนุนและคุ้มครอง โดยหาช่องทางเข้าไปฝากเนื้อฝากตัว เข้าเป็นพวก และเกาะติดผู้ใหญ่ไว้เพื่อความเจริญก้าวหน้าในชีวิต อันเป็นลักษณะของการหวัง "พึ่งใบบุญหรือพึ่งบารมี" การไม่เข้าเป็นพวกเดียวกันกับผู้ใหญ่ อาจถูกมองว่าเป็นศัตรูหรือเป็นฝ่ายตรงข้าม แต่เมื่อเข้าไปเป็นพวกพ้องก็ยิ่งทำให้ระบบพวกพ้องมั่นคงและเข้มแข็งมากขึ้น  นอกจากนี้ ลูกน้องต้องคอยติดสอยห้อยตาม เป็นสมุนเป็นบริวาร ปรนนิบัติรับใช้ประดุจบ่าวไพร่ คอยเออออห่อหมก และเป็นลูกขุนพลอยพยักอยู่เสมอ โดยใช้คำพูดที่ว่า "ครับผม ๆ" หรือ "ถูกครับพี่ ดีครับท่าน" รวมทั้งต้องคอยเคารพยกย่อง สรรเสริญเยินยอผู้ใหญ่ และมือไม้อ่อนตลอดเวลา ในลักษณะผู้น้อยค่อยประนมกร ดังนั้นการที่ผู้น้อยคอยห้อมล้อม ยกย่องสรรเสริญ และเอาอกเอาใจผู้ใหญ่จนเรียกว่าเป็นการ "ก้มหัวให้” เหล่านี้มีส่วนทำให้ผู้น้อยได้รับการแต่งตั้งหรือปูนบำเหน็จรางวัล โดยไม่คำนึงถึงความสามารถหรือผลงานในการปฏิบัติหน้าที่ ความเจริญก้าวหน้าในชีวิตของผู้น้อยจึงมิได้อยู่ที่ผลงานแต่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเป็นพวกเดียวกับผู้ใหญ่ ดังคำกล่าวที่ว่า “ค่าของคนไม่ได้อยู่ที่ผลของงาน แต่อยู่ที่คนของใคร”
ในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่มีสังคมใดอยู่โดยไม่มีพวกพ้องหรือไม่พึ่งพาอาศัยกัน แต่ลักษณะอุปนิสัยของคนไทยที่ยึดถือระบบอุปถัมภ์ประการนี้ เป็นไปในลักษณะที่มากเกินกว่าความจำเป็นหรือมากเกินกว่าเหตุ จึงเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศทั้งในแง่ของผู้ใหญ่และผู้น้อย กล่าวคือ
ในแง่ของผู้ใหญ่ จะทำให้ลืมตัว รวมอำนาจ และใช้อำนาจในทางมิชอบได้ง่าย สนใจและปูนบำเหน็จรางวัลให้เฉพาะคนใกล้ชิด ไม่มีโอกาสใช้คนที่มีความรู้ความสามารถได้มากเท่าที่ควร เกิดระบบเส้นสายหรือการวิ่งเต้น เกิดการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม ผู้ที่มีความสามารถแต่ไม่มีเส้นสายจะก้าวหน้าได้ยาก และยังเป็นการสนับสนุนให้ผู้น้อยกระทำความผิดอีกด้วย เพราะผู้น้อยจะคิดว่าถึงอย่างไรก็มีผู้ใหญ่คอยช่วย มีเส้นสาย มีเกราะคุ้มกัน
ในแง่ของผู้น้อย ผู้น้อยที่ไม่ประจบสอพลอจะไม่ได้รับการเหลียวแลจากผู้ใหญ่ ผู้น้อยจะเกิดความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ท้อแท้ใจ และทำงานไปวันหนึ่ง ๆ อย่างไม่เต็มที่  นอกจากนี้ ระบบอุปถัมภ์ซึ่งตั้งอยู่บนรากฐานของความไม่เท่าเทียมระหว่างผู้ใหญ่และผู้น้อยได้ก่อให้เกิดความเกรงใจ ซึ่งโดยปรกติผู้น้อยจะเกรงใจผู้ใหญ่ ความเกรงใจที่ผู้น้อยมีต่อผู้ใหญ่ในบางครั้งก็กลายเป็นอุปสรรคของการพัฒนาประเทศ  เช่น คนไทยเกรงใจผู้มีอำนาจ ดังในกรณีที่นายอำเภอหรือปลัดอำเภอไม่แสดงความคิดเห็นตอบโต้ต่อหน้าผู้ว่าราชการจังหวัด วางเฉย ไม่ขัดคอ  ผู้มีอำนาจจะพูดอย่างไรคนไทยก็จะเป็นผู้ฟัง บางครั้งทำตัวเป็น ทองไม่รู้ร้อน การแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างออกไป ผู้น้อยอาจถูกเขม่นและในภายหน้าไม่อาจไปขอความช่วยเหลือหรือพึ่งบารมีได้ (วิรัช  วิรัชนิภาวรรณ, ๒๕๕๒)
“ระบบอุปถัมภ์” ได้กลมกลืนมากับวิถีชีวิตของคนไทยมาเป็นเวลาช้านานแล้ว ตั้งแต่สมัยที่ระบบการผลิตยังเป็นระบบศักดินา ไพร่-ทาสสังกัดมูลนาย มีหน้าที่รับใช้ เป็นแรงงาน และเป็นหนึ่งในปัจจัยการผลิตให้แก่มูลนาย ส่วนมูลนายนั้นมีหน้าที่ต้องปกครองและปกป้องข้าทาสบริวาร จนกระทั่งในยุคปัจจุบันนี้ ระบบอุปถัมภ์ยังได้ถ่ายทอดข้ามเวลามาถึงข้าราชการยุคโลกาภิวัตน์ ระบบอุปถัมภ์แทรกซึมฝังรากลึกอยู่ในระบบราชการ กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ไว้เว้นแม้แต่ในภาคเอกชน ซึ่งคนส่วนใหญ่ในสังคมไทยผูกพันกับการขอความช่วยเหลือและให้ความช่วยเหลือ หรือเรียกว่า อุปถัมภ์ซึ่งกันและกัน จนอาจกล่าวได้ว่าสังคมไทยขับเคลื่อนด้วยระบบอุปถัมภ์
นอกจากนั้นแล้ว “ระบบอุปถัมภ์” ยังเป็นกลไกหลักสำคัญอันหนึ่งในระบบราชการ ซึ่งเน้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการเพื่อให้บริการพวกพ้องและเจ้านาย อันนำไปสู่ “ปรากฏการณ์สองมาตรฐาน” ผู้ที่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจหน้าที่ (Authority)  หรือผู้ที่ให้ผลประโยชน์ไม่ว่าทางหนึ่งทางใดแก่ผู้มีอำนาจหน้าที่ ย่อมได้รับการบริการตามสิทธิ์ที่พึงมีพึงได้อย่างถูกต้องสมควรแก่เวลา ส่วนบุคคลอื่นที่ไม่มีสายสัมพันธ์ และ/หรือ ไม่เคยหรือไม่อาจอำนวยประโยชน์ให้แก่ผู้มีอำนาจหน้าที่ ย่อมได้รับสิทธิ์หรือการบริการช้ากว่าที่ควรเป็น หรืออาจไม่ได้รับสิทธิ์หรือการบริการเลยหากไม่มีการทวงถาม ซึ่งทำให้การบริหารงานราชการขาดความเป็นธรรม (Equity)  อันเป็นการปฏิเสธหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) โดยปริยาย  ทั้งนี้อาจแบ่งผู้ได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์สองมาตรฐานได้ ๒ กลุ่ม ดังต่อไปนี้
กลุ่มที่หนึ่ง ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐที่ได้รับการปฏิบัติแบบสองมาตรฐานย่อมเกิดผลกระทบต่อตัวบุคคลและหน้าที่ราชการ ดังนี้
๑. ข้าราชการ (เจ้าหน้าที่รัฐ) ทำงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ (Efficiency) เท่าที่ควร เนื่องจากต้องแบ่งหัวคิด จิตจดจ่อ และเวลาส่วนหนึ่ง เพื่อไปติดตามวิ่งเต้นแสวงหาความเจริญเติบโตในอาชีพราชการและสิทธิในอาชีพที่พึงมีพึงได้ของเขา ทั้งนี้เพราะผู้มีอำนาจหน้าที่ (Authority) มักสนับสนุนส่งเสริมเฉพาะพรรคพวกของตน---ละเลยผู้อื่นที่ไม่ใช่พวกพ้อง จนทำให้กระบวนการตามระบบราชการขาดประสิทธิภาพไปด้วย
๒. ข้าราชการ (เจ้าหน้าที่รัฐ) เสียขวัญกำลังใจในการทำงาน (Morale) เนื่องจากผู้มีอำนาจหน้าที่ (Authority) สนับสนุนส่งเสริมเฉพาะพรรคพวกของตน ระบบราชการโดยรวมขาดประสิทธิภาพจนทำให้เกิดความล้มเหลวด้านประสิทธิผลในการ บำบัดทุกข์-บำรุงสุขแก่ประชาชน
กลุ่มที่สอง ประชาชน  ประชาชนได้รับผลกระทบจากการบริการ และ/หรือ การปฏิบัติโดยข้าราชการ (เจ้าหน้าที่รัฐ) แบบสองมาตรฐาน ดังกรณีตัวอย่างต่อไปนี้
๑. ข้าราชการกรมการขนส่งทางบกดำเนินการเกี่ยวกับการขอรับใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ให้แก่เพื่อนของตนอย่างรวดเร็วกว่าประชาชนโดยทั่วไป  
๒. พนักงานสอบสวน (เจ้าหน้าที่ตำรวจ) รีบดำเนินการทำสำนวนคดีเพื่อญาติของผู้บังคับบัญชาก่อนประชาชนที่มาแจ้งความร้องทุกข์ตามกระบวนการปกติ
๓. พยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลของรัฐสามารถนำบิดาของเพื่อนตนเองเข้าพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาก่อนผู้ป่วยอื่นที่กำลังรอคิว
๔. ตำรวจจราจรออกใบสั่งให้ผู้ใช้ทางที่ขับรถฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจรไปเสียค่าปรับ ๕๐๐ บาท แต่กลับเลือกใช้วิธีว่ากล่าวตักเตือนแก่ลูกชายของเพื่อนที่กระทำความผิดในฐานเดียวกัน
๕. ตำรวจนครบาลสามารถดำเนินการสืบสวน จับคุมผู้ต้องหาคดียกเค้าบ้านพี่สาวของผู้ประกาศข่าวช่อง ๓ (มีชื่อเสียงโด่งดัง) ได้ใน ๓ วัน (เพราะออกข่าวกระตุ้นคดีนี้ทุกเช้า) ในขณะที่คดียกเค้าบ้านประชาชนทั่วไปในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลอีกกว่า ๑,๐๐๐ คดี ไม่สามารถสืบสวนจับคุมผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ เป็นต้น 
ถึงแม้ว่าระบบอุปถัมภ์จะถูกมองในทางลบอันเกี่ยวข้องกับการเล่นพรรคเล่นพวก ไม่เลือกใช้ผู้มีความรู้ความสามารถ อย่างไรก็ตามการคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการในสมัยโบราณนั้น เป็นระบบอุปถัมภ์ที่เปิดเผย ถูกต้อง ไม่ขัดสายตาราษฎร เนื่องจากมีการแข่งขันน้อย เน้นความไว้วางใจของผู้มีอำนาจมากกว่าความรู้ความสามารถของผู้ได้รับคัดเลือก ดังนั้นผู้มีอำนาจมักจะคัดเลือกลูกหลาน ญาติ พี่น้อง เพื่อนฝูง หรือบริวาร ซึ่งบุคคลต่าง ๆ เหล่านี้เป็นคนที่ผู้มีอำนาจให้ความไว้วางใจได้  อนึ่ง ไม่เพียงแต่การคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการในสมัยโบราณจะเป็นตามอัธยาศัยของผู้มีอำนาจแล้ว การให้พ้นจากตำแหน่งก็ยังกระทำกันตามแต่ผู้มีอำนาจจะเห็นสมควร  แต่อย่างไรก็ดี หากผู้ที่ได้รับคัดเลือกให้เข้ามารับราชการ มีทั้งความรู้ความสามารถและได้รับความไว้วางใจจากผู้มีอำนาจแล้ว ย่อมเป็นหนทางการคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการที่ดีที่สุด ทั้งนี้ทัศนะดังกล่าว อยู่ในคตินิยมของการคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการในสมัยโบราณอยู่แล้ว กล่าวคือ “เลือกคนดีมีฝีมือมารับราชการ” คำว่า “คนดี” หมายถึง คนที่มีความซื่อสัตย์ สุจริต จงรักภักดี ให้ความไว้วางใจได้ และคำว่า “คนมีฝีมือ” หมายถึง คนที่มีความรู้ความสามารถในอันที่จะประกอบสรรพกิจให้สำเร็จลุล่วงตามมอบหมาย ทั้งนี้ผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคมไทยมักให้น้ำหนักในทาง “คนดี” มากกว่า “คนมีฝีมือ” โดยเฉพาะในแง่ของความจงรักภักดีและความไว้วางใจได้ 
นอกจากจะใช้คำว่า Patronage System สำหรับ “ระบบอุปถัมภ์” แล้ว ยังมีคำอื่น ๆ ที่มีความหมายคล้ายคลึงกัน  อาทิ  (๑) Spoils System (ระบบเน่าหนอนชอนไช) ซึ่งหมายถึง การเล่นพรรคเล่นพวกหรือการเอื้ออำนวยประโยชน์ให้แก่พรรคพวก,  (๒) คำว่า Favoritism (โปรดปรานนิยม) ซึ่งหมายถึง การให้สิทธิพิเศษแก่ผู้สนิทสนมและคุ้นเคยเป็นการส่วนตัว, (๓) คำว่า Nepotism (คติเห็นแก่ญาติ) ซึ่งหมายถึง การนำบุคคลในครอบครัวหรือญาติพี่น้องเข้ามาควบคุมดูแลรักษาผลประโยชน์ โดยการให้ดำรงตำแหน่งสำคัญ 
ผู้ที่ให้ความช่วยเหลือเรียกว่า ผู้อุปถัมภ์ (Patron) และผู้ได้รับความช่วยเหลือเรียกว่า ผู้รับอุปถัมภ์ (Client)  โดยแต่เดิมนั้น ผู้อุปถัมภ์มีสถานะทางสังคมเหนือกว่าผู้รับอุปถัมภ์ แต่ในปัจจุบันนี้ ไม่จำเป็นเสมอไปว่า ผู้รับอุปถัมภ์มีสถานะต่ำกว่าผู้อุปถัมภ์  ทั้งนี้เนื่องจากสภาพสังคมในปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงแตกต่างจากในอดีต ฉะนั้นรูปแบบของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในปัจจุบันจึงได้เปลี่ยนแปลงแตกต่างออกไปจากเดิม  กล่าวคือ ในอดีตนั้น ผู้ที่มีสถานะทางสังคมสูงกว่ามักเป็นผู้อุปถัมภ์ผู้ที่มีสถานะทางสังคมต่ำกว่า  แต่ในปัจจุบัน ระบบอุปถัมภ์ได้มีพัฒนาการจาก “ผู้ใหญ่สงเคราะห์ผู้น้อย” ไปสู่ “ผลประโยชน์ต่างตอบแทน”
ดังที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนั้น “ระบบอุปถัมภ์” สื่อความหมายเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ (Benefit) และ สายสัมพันธ์ (Connection) ระหว่างบุคคลทั้งในแนวดิ่งและแนวราบ ซึ่งสามารถนำมายึดโยงกับ “ปรากฏการณ์สองมาตรฐาน” ที่สื่อความหมายเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานของผู้มีอำนาจหน้าที่ (Authority) โดยสามารถนำสาระสำคัญเกี่ยวกับ “ระบบอุปถัมภ์” และ “ปรากฏการณ์สองมาตรฐาน” มาสร้างตัวแบบ (Model) ที่สามารถนำไปวิเคราะห์ อธิบาย และทำนายแนวโน้ม ของการเกิดการบริหารงานแบบสองมาตรฐานในระบบราชการไทยได้ดังนี้


สมการของการบริหารงานแบบสองมาตรฐาน

  
D
 
C
 
B
 
A
 
  +   +                  = =


 A  หรือ Authority  คือ อำนาจหน้าที่
 B หรือ Benefit  คือ ผลประโยชน์
 C หรือ Connection   คือ สายสัมพันธ์
 D หรือ Double Standard  คือ ปรากฏการณ์สองมาตรฐาน  


 การบริหารงานแบบสองมาตรฐาน สามารถวิเคราะห์ อธิบาย และทำนายแนวโน้มได้โดยการพิจารณาองค์ประกอบด้านซ้ายของสมการฯ คือ A, B, และ C   ทั้งนี้เมื่อมีการมารวมตัวกันของ A, B, และ C  ย่อมทำให้เกิด D  ซึ่งเป็นด้านขวาของสมการ โดยองค์ประกอบของสมการฯ ดังกล่าว มีความหมายดังนี้
 A คือ อำนาจหน้าที่ (Authority) หมายถึง ผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่สามารถดำเนินการหรือจัดการงานใด ๆ อันก่อให้เกิดผลกระทบต่อบุคคลอื่น ไม่ว่าจะเป็นในทางบวกหรือทางลบก็ตาม
 B คือ ผลประโยชน์ (Benefit) หมายถึง ผลประโยชน์ที่เคยได้รับ ได้รับไปแล้ว อาจได้รับ และ/หรือ ผลประโยชน์ที่กำลังจะได้รับ อันเป็นไปเพื่อตอบแทนการปฏิบัติงานของผู้อุปถัมภ์ที่เอื้ออำนวยประโยชน์ให้แก่ผู้รับอุปถัมภ์ ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม (จับต้องได้ เช่น เงิน ของขวัญ ของกำนัล ฯลฯ) และ/หรือ ผลประโยชน์ที่เป็นนามธรรม (จับต้องไม่ได้ เช่น ยศ ตำแหน่ง ความช่วยเหลือเอื้ออำนวยประโยชน์ในอนาคต ฯลฯ) รวมไปถึงผลประโยชน์ในทางตรง (ตัวผู้อุปถัมภ์ได้รับ) และ/หรือ ผลประโยชน์ในทางอ้อม (ญาติ เพื่อน พรรคพวกของผู้อุปถัมภ์ได้รับ) 
 C คือ สายสัมพันธ์ (Connection) หมายถึง สายสัมพันธ์ระหว่างผู้อุปถัมภ์กับผู้รับอุปถัมภ์ ไม่ว่าจะเป็นสายสัมพันธ์ในทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม ซึ่งสายสัมพันธ์ดังกล่าวนั้นเชื่อมโยงกับความไว้วางใจระหว่างกัน และอาจเชื่อมโยงกับผลประโยชน์ และ/หรือ ความสัมพันธ์ทางใจ ทั้งในอดีต ปัจจุบัน รวมถึงความคาดหวังในการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีในอนาคต
 D คือ ปรากฏการณ์สองมาตรฐาน (Double Standard) หมายถึง การแสดงท่าทีหรือการปฏิบัติต่อบุคคลสองคนหรือสองกลุ่มแตกต่างกัน ทั้งที่บุคคลสองคนหรือสองกลุ่มนั้น มีพฤติการณ์ และ/หรือ ลักษณะของสิทธิโดยชอบธรรมที่คล้ายคลึงกัน ทั้งนี้อาจสืบเนื่องไปถึงประเด็นการเปรียบเทียบเกี่ยวกับการบริหาร การจัดการ การใช้ระบบ การกำหนดแนวทาง หรือการวางมาตรการ ในบุคคลหรือกลุ่มเป้าหมายทั้งสองแตกต่างกันจนสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน



กล่าวโดยสรุป
สังคมไทยเป็นสังคมอุปถัมภ์ อันเกิดจากลักษณะเฉพาะของสังคมที่มีการให้ความช่วยเหลือหรืออุปถัมภ์ซึ่งกันและกัน  การอำนวยประโยชน์ให้แก่กันและกันในลักษณะของการอะลุ้มอล่วย---ช่วยเหลือผ่อนหนักผ่อนเบาให้กันนี้ ได้มีพัฒนาการของกลไก ขั้นตอน กระบวนการ และเครือข่ายเรื่อยมา จนในปัจจุบันเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อว่า ระบบอุปถัมภ์  ผู้ที่ให้ความช่วยเหลือเรียกว่า ผู้อุปถัมภ์ (Patron) และผู้ได้รับความช่วยเหลือเรียกว่า ผู้รับอุปถัมภ์ (Client) ซึ่งแต่เดิมนั้น ผู้อุปถัมภ์มักมีสถานะทางสังคมเหนือกว่าผู้รับอุปถัมภ์ แต่ในปัจจุบันนี้ ในบางกรณีผู้รับอุปถัมภ์ก็มิได้มีสถานะต่ำกว่าผู้อุปถัมภ์ เนื่องจากระบบอุปถัมภ์ได้มีพัฒนาการจาก “ผู้ใหญ่สงเคราะห์ผู้น้อย” ไปสู่ “ผลประโยชน์ต่างตอบแทน”  อีกทั้งยังมีความเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ (Benefit) และ สายสัมพันธ์ (Connection) ระหว่างบุคคลทั้งในแนวดิ่งและแนวราบ ซึ่งสามารถนำมายึดโยงกับ “ปรากฏการณ์สองมาตรฐาน” ที่สื่อความหมายเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานของผู้มีอำนาจหน้าที่ (Authority) โดยสามารถนำสาระสำคัญเกี่ยวกับ “ระบบอุปถัมภ์” และ “ปรากฏการณ์สองมาตรฐาน” มาสร้างตัวแบบ (Model) ที่สามารถนำไปวิเคราะห์ อธิบาย และทำนายแนวโน้ม ของการเกิดการบริหารงานแบบสองมาตรฐานในระบบราชการไทยได้ โดยในการชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่ม นปช. (เสื้อแดง) ได้ใช้ประเด็นเกี่ยวกับ การปฏิบัติแบบสองมาตรฐาน เพื่อขับเคลื่อนมวลชนเรียกร้องความเป็นธรรม จนกระทั่งบานปลายกลายเป็นการต่อต้านอำนาจรัฐ ดังที่ได้ปรากฏเป็นข่าวและกล่าวไปแล้วนั้น ไม่เพียงแต่จะสามารถนำตัวแบบ สมการของการบริหารงานแบบสองมาตรฐานมาใช้เพื่อวิเคราะห์และอธิบายปรากฏการณ์ ทั้งยังสามารถนำไปใช้ทำนายแนวโน้มผลลัพธ์ของปรากฏการณ์ได้อีกด้วย


ข้อเสนอแนะ 
ระบบอุปถัมภ์จะไม่มีวันถูกสกัดออกจากสังคมไทยได้ ตราบใดที่คนในสังคมไทยยัง (๑) เป็นครอบครัวขยาย (ทั้งในเชิงรูปแบบและเชิงสัญลักษณ์), (๒) มีการเรียงลำดับนับญาติกัน (เป็นญาติพี่น้องกันต้องช่วยเหลือเกื้อหนุนกัน),  (๓) เรียงรุ่น-รวมพรรค-รักพวก (ยังไงก็ต้องพยายามไล่เรียงสถาบัน นับรุ่นกันให้ได้), (๔) มีค่านิยมในการช่วยเหลือเกื้อหนุนญาติพี่น้องพวกเดียวกัน (เราไม่ช่วยพวกเรา แต่เขาช่วยพวกเขา พวกเราเสียเปรียบ), (๕) อยู่ในระบบทุนนิยม (มีเงินมากย่อมได้รับความเคารพยำเกรงมาก บูชาเงินมากกว่าความถูกต้องเป็นธรรม), (๖) เป็นบริโภคนิยม (มุ่งเสพความสนุกจากการจับจ่ายใช้เงิน), (๗) นิยมความมีอภิสิทธิ์ (ความสะดวกและการได้รับบริการที่ดีกว่า อันเกิดจากการมีเครือข่ายและการสร้างเครือข่าย) อย่างไรก็ตาม การสกัดกั้นมิให้เกิดการบริหารงานแบบสองมาตรฐานนั้น หาใช่อยู่ที่การปรับเปลี่ยนค่านิยม ปทัสฐาน และขนบธรรมเนียมของสังคมไทยไม่ หากแต่อยู่ที่การทำให้ สมการของการบริหารงานแบบสองมาตรฐาน ดังกล่าวนั้นไม่สมบูรณ์ ย่อมเป็นการป้องกันมิให้เกิดการบริหารงานแบบสองมาตรฐาน โดยสามารถดำเนินการได้ดังนี้ 
๑) บังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา ไม่เลือกปฏิบัติ เพื่อให้สมกับที่ได้ประกาศไว้อย่างภาคภูมิใจว่า “ประเทศไทยเป็นนิติรัฐ”  
๒) ยึดถือและปฏิบัติตามหลักการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี หรือธรรมาภิบาล (Good Governance) อย่างจริงจัง ตามที่ได้ประกาศไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๐ (พ.ศ.2550 - 2554) และ ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ.2555 - 2559)  ทั้งยังได้แถลงไว้ในนโยบายรัฐบาล รวมถึงยุทธศาสตร์ของกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ  ซึ่งต่างก็ระบุในทิศทางเดียวกันที่ว่า “มีความประสงค์ให้การบริหารงานขององค์การภาครัฐกิจนั้น ๆ เป็นไปอย่างมีธรรมาภิบาล”  ทั้งนี้องค์ประกอบภายในหลักธรรมาภิบาลมีอยู่ด้วยกัน ๖ ประการ โดยผู้เขียนขอไม่ลงไปในรายละเอียด แต่จะขอชี้ประเด็นเน้นย้ำอย่างเฉพาะเจาะจงถึงองค์ประกอบสำคัญประการหนึ่ง นั่นคือ ความเสมอภาค-เป็นธรรม (Equity)  ซึ่งเป็นด้านตรงข้ามของ “การเลือกปฏิบัติ” หรือ “การบริหารงานแบบสองมาตรฐาน” นั่นเอง
๓) ดำเนินงานตามหลักการประชาธิปไตย (Democracy Doctrine) อย่างแท้จริง  “การเลือกตั้ง” “สิทธิเสรีภาพของประชาชน” “เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น” “ตัดสินด้วยเสียข้างมาก” “เคารพความคิดเห็นของเสียงส่วนน้อย” ฯลฯ ซึ่งนอกจากหลักการพื้นฐานที่สำคัญตามระบอบประชาธิปไตยดังกล่าวแล้ว “ความเสมอภาค” ก็เป็นสาระสำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งของหลักการประชาธิปไตย เพราะฉะนั้น “การเลือกปฏิบัติ” หรือ “การบริหารงานแบบสองมาตรฐาน” เป็นการทำลายหลัก “ความเสมอภาค” ตามระบอบประชาธิปไตย อย่างเลวร้ายที่สุด
อนึ่ง เพื่อทำให้ สมการของการบริหารงานแบบสองมาตรฐาน ดังกล่าวนั้นไม่สมบูรณ์ ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ในการบัญญัติกฎหมายขึ้นมาใหม่ เพื่อใช้แก้ไขความอยุติธรรมนี้ ขอเพียงแค่ การบังคับใช้กฎหมายต่อข้าราชการ และ/หรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐ จะต้องถูกนำมาใช้อย่างไม่เลือกปฏิบัติ---ถ้วนทั่วทุกตัวคน เพื่อเอาผิดต่อข้าราชการ และ/หรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีพฤติกรรม “เลือกปฏิบัติ” หรือ “บริหารงานแบบสองมาตรฐาน”  โดยสามารถใช้ประมวลกฎหมายอาญา หมวด ๒ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ มาตรา ๑๕๗ บัญญัติว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้จำเป็นจะต้องประกอบเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับการตรวจสอบจากภาครัฐที่เข้มแข็ง ร่วมกับการตรวจสอบจากภาคประชาสังคมที่เข้มแข็งยิ่งกว่า เพื่อไม่เปิดช่องให้การกระทำที่ทำลาย “กฎหมาย” “หลักธรรมาภิบาล” และ “หลักการประชาธิปไตย” ดำรงอยู่ได้อย่างกลาดเกลื่อนอย่างเช่นทุกวันนี้

ดร.จักษวัชร  ศิริวรรณ

-------------------------------------------

หนังสืออ้างอิง
วิรัช วิรัชนิภาวรรณ (๒๕๕๒). ลักษณะอุปนิสัยของคนไทยที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศกรุงเทพมหานคร : สุโขทัยธรรมาธิราช.
อมรา พงศาพิชญ์ และ ปรีชา คุวินทร์พันธุ์ (๒๕๓๙). ระบบอุปถัมภ์. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

Because you love me เพลงนี้ในวันรักแม่ คิดถึงแม่บนสวรรค์ครับ

Because you love me เพลงนี้ในวันรักแม่ คิดถึงแม่บนสวรรค์ค่ะ
For all those times you stood by me
For all the truth that you made me see
For all the joy you brought to my life
For all the wrong that you made right
For every dream you made come true
For all the love I found in you
I'll be forever thankful baby
You're the one who held me up
Never let me fall
You're the one who saw me through through it all
สำหรับทุกช่วงเวลาที่แม่ยืนเคียงข้างลูก
สำหรับทุกๆความจริงที่แม่ทำให้ลูกประจักษ์
สำหรับทุกความสุขสนุกสนานที่แม่นำมาสู่ชีวิตของลูก
สำหรับทุกๆสิ่งที่ผิดพลาดและแม่แก้ไขให้มันถูกต้อง
สำหรับทุกความฝันที่แม่ทำให้มันกลายเป็นความจริง
สำหรับความรักที่ลูกพบในตัวของแม่
แม่คะ … ลูกจะรู้สึกขอบคุณตลอดไป
แม่คือคนที่คอยอุ้มชู
ไม่เคยปล่อยให้ลูกล้ม
แม่คือคนที่มองเห็นตัวตนของลูกผ่านทุกๆอย่าง
You were my strength when I was weak
You were my voice when I couldn't speak
You were my eyes when I couldn't see
You saw the best there was in me
Lifted me up when I couldn't reach
You gave me faith 'coz you believed
I'm everything I am
Because you loved me
แม่คือความเข้มแข็งในยามที่ลูกอ่อนแอ
แม่คือเสียงของลูก เมื่อลูกไม่สามารถจะเอื้อนเอ่ย
แม่คือดวงตา เมื่อลูกมองไม่เห็น
แม่มองเห็นสิ่งที่ดีที่สุดในตัวลูก
แม่ยกตัวลูกขึ้น เมื่อลูกเอื้อมไม่ถึง
แม่ให้โชคชะตา เพราะแม่เชื่อว่า
แม่ เป็นทุกสิ่งที่ลูกเป็น
เพราะแม่รักลูก
You gave me wings and made me fly
You touched my hand I could touch the sky
I lost my faith, you gave it back to me
You said no star was out of reach
You stood by me and I stood tall
I had your love I had it all
I'm grateful for each day you gave me
Maybe I don't know that much
But I know this much is true
I was blessed because I was loved by you
แม่ให้ปีกบางเบา และสอนให้ลูกโบยบิน
แม่สัมผัสมือของลูก ทำให้ลูกสัมผัสท้องฟ้ากว้าง
ลูกสิ้นศรัทธา แม่นำมันกลับมาให้ลูก
แม่พูดว่า ไม่มีดาวดวงไหนที่เราคว้าไปไม่ถึง
แม่อยู่เคียงข้าง และลูกสามารถยืนได้อย่างสง่างาม
เมื่อลูกได้ความรักจากแม่ ลูกได้ทุกสิ่งทุกอย่าง
ลูกรู้สึกขอบแม่ในทุกๆวันที่แม่ให้กับลูก
ลูกอาจจะไม่รู้อะไรมากมาย
แต่ลูกรู้ว่า สิ่งที่ลูกรู้นั้นเป็นความจริง
ลูกได้รับพร เพราะแม่รักลูก
You were my strength when I was weak
You were my voice when I couldn't speak
You were my eyes when I couldn't see
You saw the best there was in me
Lifted me up when I couldn't reach
You gave me faith 'coz you believed
I'm everything I am
Because you loved me
แม่คือความเข้มแข็ง เมื่อลูกอ่อนแอ
แม่คือเสียงของลูก เมื่อลูกไม่สามารถจะเอื้อนเอ่ย
แม่คือดวงตา เมื่อลูกมองไม่เห็น
แม่มองเห็นสิ่งที่ดีที่สุดในตัวลูก
แม่ยกตัวลูกขึ้น เมื่อลูกเอื้อมไม่ถึง
แม่ให้โชคชะตา เพราะแม่เชื่อว่า
ลูก เป็นทุกสิ่งที่ลูกเป็น
เพราะแม่รักลูก
You were always there for me
The tender wind that carried me
A light in the dark shining your love into my life
You've been my inspiration
Through the lies you were the truth
My world is a better place because of you
แม่อยู่ที่นั่นเสมอ เพื่อลูก
สายลมแผ่วเบาที่โอบกอดตัวลูก
แสงสว่างในความมืดมิด นำความรักของแม่มาสู่ชีวิตลูก
แม่คือแรงบันดาลใจ
ท่ามกลางความโกหกปลิ้นปล้อน แม่คือความจริง
โลกของลูกสวยงาม ก็เพราะแม่
You were my strength when I was weak
You were my voice when I couldn't speak
You were my eyes when I couldn't see
You saw the best there was in me
Lifted me up when I couldn't reach
You gave me faith 'coz you believed
I'm everything I am
Because you loved me
แม่คือความเข้มแข็ง เมื่อลูกอ่อนแอ
แม่คือเสียงของลูก เมื่อลูกไม่สามารถจะเอื้อนเอ่ย
แม่คือดวงตา เมื่อลูกมองไม่เห็น
แม่มองเห็นสิ่งที่ดีที่สุดในตัวลูก
แม่ยกตัวลูกขึ้น เมื่อลูกเอื้อมไม่ถึง
แม่ให้โชคชะตา เพราะแม่เชื่อว่า
ลูก เป็นทุกสิ่งที่ลูกเป็น
เพราะแม่รักลูก
I'm everything I am
Because you loved me
ลูกเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่ลูกเป็นในเวลานี้
เพราะแม่รักลูก

Because you love me เพลงนี้ในวันรักแม่ คิดถึงแม่บนสวรรค์ค่ะ For all those times you stood by me For all the truth that you made me see For all the joy you brought to my life For all the wrong that you made right For every dream you made come true For all the love I found in you I'll be forever thankful baby You're the one who held me up Never let me fall You're the one who saw me through through it all สำหรับทุกช่วงเวลาที่แม่ยืนเคียงข้างลูก สำหรับทุกๆความจริงที่แม่ทำให้ลูกประจักษ์ สำหรับทุกความสุขสนุกสนานที่แม่นำมาสู่ชีวิตของลูก สำหรับทุกๆสิ่งที่ผิดพลาดและแม่แก้ไขให้มันถูกต้อง สำหรับทุกความฝันที่แม่ทำให้มันกลายเป็นความจริง สำหรับความรักที่ลูกพบในตัวของแม่ แม่คะ … ลูกจะรู้สึกขอบคุณตลอดไป แม่คือคนที่คอยอุ้มชู ไม่เคยปล่อยให้ลูกล้ม แม่คือคนที่มองเห็นตัวตนของลูกผ่านทุกๆอย่าง You were my strength when I was weak You were my voice when I couldn't speak You were my eyes when I couldn't see You saw the best there was in me Lifted me up when I couldn't reach You gave me faith 'coz you believed I'm everything I am Because you loved me แม่คือความเข้มแข็งในยามที่ลูกอ่อนแอ แม่คือเสียงของลูก เมื่อลูกไม่สามารถจะเอื้อนเอ่ย แม่คือดวงตา เมื่อลูกมองไม่เห็น แม่มองเห็นสิ่งที่ดีที่สุดในตัวลูก แม่ยกตัวลูกขึ้น เมื่อลูกเอื้อมไม่ถึง แม่ให้โชคชะตา เพราะแม่เชื่อว่า แม่ เป็นทุกสิ่งที่ลูกเป็น เพราะแม่รักลูก You gave me wings and made me fly You touched my hand I could touch the sky I lost my faith, you gave it back to me You said no star was out of reach You stood by me and I stood tall I had your love I had it all I'm grateful for each day you gave me Maybe I don't know that much But I know this much is true I was blessed because I was loved by you แม่ให้ปีกบางเบา และสอนให้ลูกโบยบิน แม่สัมผัสมือของลูก ทำให้ลูกสัมผัสท้องฟ้ากว้าง ลูกสิ้นศรัทธา แม่นำมันกลับมาให้ลูก แม่พูดว่า ไม่มีดาวดวงไหนที่เราคว้าไปไม่ถึง แม่อยู่เคียงข้าง และลูกสามารถยืนได้อย่างสง่างาม เมื่อลูกได้ความรักจากแม่ ลูกได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ลูกรู้สึกขอบแม่ในทุกๆวันที่แม่ให้กับลูก ลูกอาจจะไม่รู้อะไรมากมาย แต่ลูกรู้ว่า สิ่งที่ลูกรู้นั้นเป็นความจริง ลูกได้รับพร เพราะแม่รักลูก You were my strength when I was weak You were my voice when I couldn't speak You were my eyes when I couldn't see You saw the best there was in me Lifted me up when I couldn't reach You gave me faith 'coz you believed I'm everything I am Because you loved me แม่คือความเข้มแข็ง เมื่อลูกอ่อนแอ แม่คือเสียงของลูก เมื่อลูกไม่สามารถจะเอื้อนเอ่ย แม่คือดวงตา เมื่อลูกมองไม่เห็น แม่มองเห็นสิ่งที่ดีที่สุดในตัวลูก แม่ยกตัวลูกขึ้น เมื่อลูกเอื้อมไม่ถึง แม่ให้โชคชะตา เพราะแม่เชื่อว่า ลูก เป็นทุกสิ่งที่ลูกเป็น เพราะแม่รักลูก You were always there for me The tender wind that carried me A light in the dark shining your love into my life You've been my inspiration Through the lies you were the truth My world is a better place because of you แม่อยู่ที่นั่นเสมอ เพื่อลูก สายลมแผ่วเบาที่โอบกอดตัวลูก แสงสว่างในความมืดมิด นำความรักของแม่มาสู่ชีวิตลูก แม่คือแรงบันดาลใจ ท่ามกลางความโกหกปลิ้นปล้อน แม่คือความจริง โลกของลูกสวยงาม ก็เพราะแม่ You were my strength when I was weak You were my voice when I couldn't speak You were my eyes when I couldn't see You saw the best there was in me Lifted me up when I couldn't reach You gave me faith 'coz you believed I'm everything I am Because you loved me แม่คือความเข้มแข็ง เมื่อลูกอ่อนแอ แม่คือเสียงของลูก เมื่อลูกไม่สามารถจะเอื้อนเอ่ย แม่คือดวงตา เมื่อลูกมองไม่เห็น แม่มองเห็นสิ่งที่ดีที่สุดในตัวลูก แม่ยกตัวลูกขึ้น เมื่อลูกเอื้อมไม่ถึง แม่ให้โชคชะตา เพราะแม่เชื่อว่า ลูก เป็นทุกสิ่งที่ลูกเป็น เพราะแม่รักลูก I'm everything I am Because you loved me ลูกเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่ลูกเป็นในเวลานี้ เพราะแม่รักลูก

Because you love me เพลงนี้ในวันรักแม่ คิดถึงแม่บนสวรรค์ค่ะ
For all those times you stood by me
For all the truth that you made me see
For all the joy you brought to my life
For all the wrong that you made right
For every dream you made come true
For all the love I found in you
I'll be forever thankful baby
You're the one who held me up
Never let me fall
You're the one who saw me through through it all
สำหรับทุกช่วงเวลาที่แม่ยืนเคียงข้างลูก
สำหรับทุกๆความจริงที่แม่ทำให้ลูกประจักษ์
สำหรับทุกความสุขสนุกสนานที่แม่นำมาสู่ชีวิตของลูก
สำหรับทุกๆสิ่งที่ผิดพลาดและแม่แก้ไขให้มันถูกต้อง
สำหรับทุกความฝันที่แม่ทำให้มันกลายเป็นความจริง
สำหรับความรักที่ลูกพบในตัวของแม่
แม่คะ … ลูกจะรู้สึกขอบคุณตลอดไป
แม่คือคนที่คอยอุ้มชู
ไม่เคยปล่อยให้ลูกล้ม
แม่คือคนที่มองเห็นตัวตนของลูกผ่านทุกๆอย่าง
You were my strength when I was weak
You were my voice when I couldn't speak
You were my eyes when I couldn't see
You saw the best there was in me
Lifted me up when I couldn't reach
You gave me faith 'coz you believed
I'm everything I am
Because you loved me
แม่คือความเข้มแข็งในยามที่ลูกอ่อนแอ
แม่คือเสียงของลูก เมื่อลูกไม่สามารถจะเอื้อนเอ่ย
แม่คือดวงตา เมื่อลูกมองไม่เห็น
แม่มองเห็นสิ่งที่ดีที่สุดในตัวลูก
แม่ยกตัวลูกขึ้น เมื่อลูกเอื้อมไม่ถึง
แม่ให้โชคชะตา เพราะแม่เชื่อว่า
แม่ เป็นทุกสิ่งที่ลูกเป็น
เพราะแม่รักลูก
You gave me wings and made me fly
You touched my hand I could touch the sky
I lost my faith, you gave it back to me
You said no star was out of reach
You stood by me and I stood tall
I had your love I had it all
I'm grateful for each day you gave me
Maybe I don't know that much
But I know this much is true
I was blessed because I was loved by you
แม่ให้ปีกบางเบา และสอนให้ลูกโบยบิน
แม่สัมผัสมือของลูก ทำให้ลูกสัมผัสท้องฟ้ากว้าง
ลูกสิ้นศรัทธา แม่นำมันกลับมาให้ลูก
แม่พูดว่า ไม่มีดาวดวงไหนที่เราคว้าไปไม่ถึง
แม่อยู่เคียงข้าง และลูกสามารถยืนได้อย่างสง่างาม
เมื่อลูกได้ความรักจากแม่ ลูกได้ทุกสิ่งทุกอย่าง
ลูกรู้สึกขอบแม่ในทุกๆวันที่แม่ให้กับลูก
ลูกอาจจะไม่รู้อะไรมากมาย
แต่ลูกรู้ว่า สิ่งที่ลูกรู้นั้นเป็นความจริง
ลูกได้รับพร เพราะแม่รักลูก
You were my strength when I was weak
You were my voice when I couldn't speak
You were my eyes when I couldn't see
You saw the best there was in me
Lifted me up when I couldn't reach
You gave me faith 'coz you believed
I'm everything I am
Because you loved me
แม่คือความเข้มแข็ง เมื่อลูกอ่อนแอ
แม่คือเสียงของลูก เมื่อลูกไม่สามารถจะเอื้อนเอ่ย
แม่คือดวงตา เมื่อลูกมองไม่เห็น
แม่มองเห็นสิ่งที่ดีที่สุดในตัวลูก
แม่ยกตัวลูกขึ้น เมื่อลูกเอื้อมไม่ถึง
แม่ให้โชคชะตา เพราะแม่เชื่อว่า
ลูก เป็นทุกสิ่งที่ลูกเป็น
เพราะแม่รักลูก
You were always there for me
The tender wind that carried me
A light in the dark shining your love into my life
You've been my inspiration
Through the lies you were the truth
My world is a better place because of you
แม่อยู่ที่นั่นเสมอ เพื่อลูก
สายลมแผ่วเบาที่โอบกอดตัวลูก
แสงสว่างในความมืดมิด นำความรักของแม่มาสู่ชีวิตลูก
แม่คือแรงบันดาลใจ
ท่ามกลางความโกหกปลิ้นปล้อน แม่คือความจริง
โลกของลูกสวยงาม ก็เพราะแม่
You were my strength when I was weak
You were my voice when I couldn't speak
You were my eyes when I couldn't see
You saw the best there was in me
Lifted me up when I couldn't reach
You gave me faith 'coz you believed
I'm everything I am
Because you loved me
แม่คือความเข้มแข็ง เมื่อลูกอ่อนแอ
แม่คือเสียงของลูก เมื่อลูกไม่สามารถจะเอื้อนเอ่ย
แม่คือดวงตา เมื่อลูกมองไม่เห็น
แม่มองเห็นสิ่งที่ดีที่สุดในตัวลูก
แม่ยกตัวลูกขึ้น เมื่อลูกเอื้อมไม่ถึง
แม่ให้โชคชะตา เพราะแม่เชื่อว่า
ลูก เป็นทุกสิ่งที่ลูกเป็น
เพราะแม่รักลูก
I'm everything I am
Because you loved me
ลูกเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่ลูกเป็นในเวลานี้
เพราะแม่รักลูก

วันอังคารที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2554

79 ปีประชาธิปไตยในไทย..เรากลับได้นายกหญิงที่สวย..แต่อัปลักษณ์ที่สุด..!!

Posted by tanatach



" ลุงจะไปไหน....????....."


ตั้งแต่เปลี่ยนการปกครองตั้งแต่ปีพ.ศ.2475 มา นับเวลาได้ร่วม 79 ปีเต็ม  หาก
เปรียบชีวิตของคน  คนคนนั้นย่อมสะสม 
ประสบการณ์ที่มีคุณค่ายิ่ง เป็นที่ให้บทเรียนแก่คนรุ่นหลังได้ไม่น้อย นับเป็น
ปูชนียบุคคลที่มีคุณอนันต์ต่อชาติบ้านเมือง
เมื่อย้อนมองดูอดีตที่ยาวนานร่วมเกือบจะกึ่งหนึ่งของการกำเนิดรัฐอเมริกา แต่
เป็นเรื่องน่าประหลาดมากที่เราต้องเรียนรู้
เรื่องประชาธิปไตยจากอเมริกา รวมทั้งหลายๆประเทศในยุโรป และ
ประชาธิปไตยในไทยก็ยังเดินล้มลุกคลุกคลานมา
ตลอดเวลาช่วง 79 ปี ดูเหมือนเรายังยืนตรงไม่ได้ ดูเหมือนเรายังมองไม่เห็นจุด
หมายปลายทางข้างหน้า
คนไทยหลายคนหลายภาคส่วนได้ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยอยู่เป็นระยะ แต่
ก็มีหลายคนหลายภาคส่วนเช่นกันที่ด่า
ทอต่อว่านักการเมืองว่า “มันชั่วมันเลว”สารพัดที่หาคำมาด่าและเปรียบเปรย จน
ประชาชนทั่วไปต่างเชื่อว่านักการเมือง
ทั้งหมดคือคนชั่วและคนเลว เรากลับลืมไปว่านักการเมืองนั้นมาจากการคัดเลือก
จากประชาชน หากนักการเมืองมันชั่ว
มันเลว แล้วประชาชนอย่างเราๆจะดีไปได้อย่างไรกัน ในเมื่อไม่มีคนดีคนไหนจะไป
เลือกคนเลวมาเป็นผู้นำ มาเป็น
นักการเมือง ดังนั้นหากนักการเมืองชั่วนักการเมืองเลวคนที่เลือกมันก็เลวมันก็ชั่ว
เช่นกัน
การใส่ร้ายให้ร้ายนักการเมือง ก็มาจากนักการเมืองด้วยกันเอง คนพวกนี้จึงไม่
กล้าแตะต้องประชาชน เราจึงมักไม่ได้ยิน
ว่าประชาชนคนเลือกมันชั่วมันเลวอย่างไร เพราะนักการเมืองต้องแคร์ความรู้สึก
ของประชาชน พวกเขาจึงไม่กล้าที่จะไป
แตะต้องประชาชน
จากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา การเลือกตั้งที่มีความขัดแย้งทางสังคมที่รุนแรง แต่
เราก็ได้เรื่องที่ที่แปลกประหลาดสำหรับ
ประเทศที่ยึดถือหลักการของประชาธิปไตย......



"เหนื่อย...น่าจะพักที่ดีกว่านี้..ที่ไม่ต้องแสงแดด.."
เราเลือกคนไปทำหน้าที่ฝ่ายค้านในสภา  โดยผู้สมัครประกาศตนขอเป็นฝ่ายค้าน  มันจะบ้าไปแล้วสำหรับประชาธิปไตย
แบบไทยๆ 79 ปีไม่ได้สอนอะไรให้คนไทยรู้อะไรเอาเลยเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตย เราไม่ได้สำเนียกสักนิดเดียวว่าการ
เลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยนั้นเราต้องเลือกผู้ที่เหมาะสมที่สุดเพื่อจะให้เข้าไปเป็นผู้บริหารหรือเลือกสรรผู้บริหารต่อไป 
และยังต้องทำหน้าที่ตรวจสอบ การเป็นฝ่ายค้านไม่ต้องเลือก เพราะเมื่อไม่ได้เป็นฝ่ายบริหาร มันก็ต้องเป็นฝ่ายค้านหรือ
ฝ่ายตรวจสอบอย่างเข้มข้นนั้นเอง หลายคนบอกว่าที่เลือกนายชูวิทย์ เพราะว่าเขาบ้าดี การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาจึงเป็น
ลักษณะคนบ้าเลือกคนบ้าน่าจะใช้ได้กับคนบางคนบางพวกและบางกลุ่ม
มาถึงพวกโหวตโน พวกที่บอกว่าไม่เลือกสัตว์เข้าสภา การไม่เลือกใครจึงเท่ากับว่าคนกลุ่มนี้พวกนี้มองผู้สมัครว่าเป็นสัตว์
เดียรฉาน(สัตว์ที่มีกระดูกสันหลังขนานกับพื้นดิน)ตามที่เห็นในป้ายรนณรงค์ ทั้งยังอ้างว่ามีผลตามกฎหมาย  ก็นับเป็น
เรื่องที่ประหลาดอีกเรื่องหนึ่ง ที่คนสละสิทธิ์ในการเลือกแล้วอ้างว่ามีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามกฎหมาย นับว่า
นักวิชาการกลุ่มนี้ และคนในกลุ่มนี้บ้าจนหลุดโลกไปแล้วนั้นเอง หรือใครจะมองว่ามีผลประโยชน์แอบแฝงก็น่าจะรับฟังได้ 
บางช่วงบางตอนกลุ่มคนพวกนี้ยังเรียกร้องให้ทำปฏิวัติรัฐประหารอีกด้วย พวกนี้จึงเป็นพวกบ้า ย้อนยุดจนไปไกลเกินกว่า
คนดีๆจะตามทัน
มาถึงเรื่องที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและแปลกประหลาดมากที่สุดคือนาง( นางสาว )ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรผู้ที่เราคนไทยไม่เคยเห็น
ความสามารถไม่ว่าจะด้านใดที่ดีๆที่เธอคนนี้ได้แสดงให้สังคมได้เห็น เรารู้แต่เพียงว่าเธอคือน้องสาวของทักษิณ ผู้เป็น
นักโทษอาญาของแผ่นดิน เธอเพิ่งเข้ามาประกาศตนเองเป็นนักการเมืองเพียงเดือนกว่าๆ ด้วยนโยบายที่สวยหรู พร้อม
คำตบท้ายในการหาเสียงว่า “ ชอบไหมค่า”..”ดีไหมค่า”..”เอาไหมค่า” เพียงเท่านี้เองเธอก็ได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น
ทั้งหมดนี้ ใครจะชื่นชมยินดีแค่ไหน สำหรับผมแล้ว ผมกลับมองว่านี้คือการก้าวถอยหลังที่รุนแรงที่สุดในรอบ 79 ปีของ
ประชาธิปไตยของไทยเรา
จริงอยู่ ในระบอบประชาธิปไตย เราต้องยอมรับเสียงส่วนใหญ่และให้เกียรติต่อคะแนนเสียงส่วนใหญ่ที่เลือกเข้ามา ก็ต้อง
บอกว่าผมเองก็ยอมรับและเคารพต่อเสียงส่วนใหญ่ แต่ผมขอสงวนสิทธิ์ที่จะมองว่าเสียงส่วนใหญ่ของสังคมไทยกำลัง
เพี้ยน และกำลังชักนำประเทศชาติให้ตกต่ำในทุกๆด้าน
พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งแบบเบ็ดเสร็จเด็จขาด ต้องนำนโยบายที่ประกาศไว้ตอนหาเสียงไว้มาปฏิบัติทันที โดยไม่
มีข้อโต้แย้งแต่อย่างใด การกล่าวอ้างว่าเป็นเทคนิคในการหาเสียง ข้อนี้รับไม่ได้ เรื่องของชาติบ้านเมืองจะมาทำเป็นเรื่อง
เล่นๆสนุกไม่ได้อย่างเด็ดขาด  การประกาศนโยบายใดต้องศึกษาความเป็นไปได้มาก่อนและรอบคอบแล้วเท่านั้น
แม้บางส่วนที่เลือกเข้าไปบอกว่ารู้อยู่แล้วว่ามันทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้ไม่ได้ แต่ก็เลือก นับว่านี้คือความผิดปกติของ
คนไทยเองส่วนหนึ่ง ส่วนอีกพวกบอกว่าดีบอกว่าชอบ โดยปล่อยให้อารมณ์อยากพาไป อย่างอยากรวย คนส่วนนี้จึงขาดสติ
แม้ผมยอมรับในความชอบธรรมของนายกยิ่งลักษณ์ที่เข้ามาบริหารตามระบอบประชาธิปไตย แต่ผมขอมองว่าเธอเข้ามา
บริหารด้วยเล่ห์เพทุบายของเธอและพวกของเธอที่หลอกลวงคนไทยส่วนใหญ่ได้ และคนไทยส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความ
เข้าใจของระบอบประชาธิปไตย คนไทยส่วนใหญ่จึงไม่รู้เท่าทันในเล่ห์เหลี่ยมอันนั้น คนไทยส่วนใหญ่จึงถูกหลอก
หากสมมติฐานที่ผมตั้งไว้ผิดพลาด เราก็จะได้เห็นการปฏิบัติตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ของนางยิ่งลักษณ์ และเราก็จะได้
เห็นผลของการปฏิบัติตามนโยบายในไม่ช้านี้
ธนธัช โกศิริสันต์

วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ให้คนโง่เถียงกันว่าระบบสภาจกเปรตดีอย่างไร

ให้คนโง่เถียงกันว่าระบบสภาจกเปรตดีอย่างไร (ปราโมทย์ นาครทรรพ)
For Forms of Government let fools contest; whatever is best administered is best. รัฐบาลจะเป็นระบบไหน ก็ให้คนโง่เถียงกันไป อะไรก็ตามที่บริหารดีที่สุด ก็ต้องถือว่าดีที่สุด� Alexander Pope กวีอังกฤษ (พฤษภาคม 21, 1688-พฤษภาคม 30,1744 )

................................................................................

ระบบการเมืองเป็นเรื่องลอกกันยาก แต่อเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ก็ไปได้สวยไม่แพ้อังกฤษประเทศแม่ แม้แต่ญี่ปุ่นก็ดัดแปลงสำเร็จ เกาหลี ไต้หวันกำลังจะตามมา ส่วนไทยเรายังไม่เห็นฝุ่น

หากอยากเหมือนต้นตำรับ ต้องรักษา core value หรือคุณค่าที่เป็นแกนอันได้แก่ rule of law คือการปกครองด้วยกฎหมาย มีกฎหมายใหญ่กว่าคนและการเมืองไว้ให้ได้เสียก่อน

ของเราแหลกเหลวลงทุกที สักแต่ว่ามีการเลือกตั้ง ปิดบังไม่ให้รู้ว่าโกงไว้เรียบร้อยแล้วล่วงหน้า ก็อ้างว่าเป็นประชาธิปไตย

โกงอย่างไร ก็คือโกงโดยซื้อองค์กรและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่เกี่ยวข้องทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่นไว้ล่วงหน้า ที่ไหนซื้อไม่ได้ก็ใช้กฎหมู่หรือกติกาโจรเข้าคุกคาม ส่วนหัวคะแนนและ รากหญ้าก็ซื้อผ่อนส่ง จ่ายล่วงหน้าและสารพัดวิธีซื้อ ที่อยู่เหนือปัญญาของคนสมองทึบและตาถั่ว กับทั้งจ้างล็อบบี้และรัฐบาลมหาประเทศไว้คอยขู่ทหารและคนไทยให้คอยรับผลการ เลือกตั้ง ที่ตนเองเอาเงินจากงบประมาณของคองเกรสมาช่วยสนับสนุนโฆษณาทางเว็บไซต์ รวมทั้งการฝึกอบรมจัดตั้งรากหญ้ามาเป็นปี

อย่างนี้หรือเรียกว่าเลือกตั้งเสรีสุจริตเที่ยงธรรม free and fair เลือกตั้งทาสและโสเภณีซิไม่ว่า

ผู้เขียนเรียกสภาที่แล้วของไทยว่า สภาจกเปรต มิใช่เพราะชิงชัง แต่เพื่อให้สอดคล้องกับความประพฤติและผลงานบรรดาสส. แม้แต่ในทางพุทธก็ไม่สามารถเรียกว่าสภาได้ เพราะมิใช่ที่ประชุมของคนดี

ใครชอบสะเออะว่า เรามีระบบเหมือนอังกฤษและอเมริกา สภาสูงอเมริกันเขาเลือกตั้งโดยตรงรัฐละ 2 คน ของเราล่าสุดจังหวัดละ 1 คนที่เหลือเท่ากันให้มนุษย์วิเศษเหนือกฎหมาย 6 คนเป็นผู้เลือก นี่คือประชาธิปตวย มิใช่ประชาธิปไตย

เพื่อนไทยในอเมริกาอยากเห็นดร.ไสว บุญมา เป็นสมาชิกวุฒิสภา ดร.ไสวสอบได้ที่ 1 ตั้งแต่ปริญญาตรีถึงเอก ชนะฝรั่งมังค่า จีน แขก ญี่ปุ่น ยิว เป็นอดีตนักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารโลก เชี่ยวชาญทฤษฎีและวิธีปฏิบัติเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง

ให้ดร.ไสวเป็นวุฒิฯสักคนจะดีไหม ผู้เขียนตอบไปว่า moot แปลว่าไร้คุณค่าไม่มีความหมาย แต่ถ้าไม่เชื่อก็ลองเสนอชื่อดู

เทวดาตดเหม็นผู้เลือกคงไม่อ่านประวัติและหนังสือของดร.ไสวเพราะมันไม่หอมหวน เหมือนกัญชากับอามิส เหมือนกับศาสตราจารย์ดร.ไพศิษฐ์ พิพัฒนกุล ปริญญากฎหมาย 3 ทวีป อดีตคณบดีนิติศาสตร์มธ. และหัวหน้าคณะกฤษฎีกา ไม่ผ่านสรรหาตุลาการรัฐธรรมนูญประเภทผู้เชี่ยวชาญกฎหมาย แพ้อดีต ผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีปริญญากฎหมายแค่นิติศาสตร์บัณฑิต ใบเดียว คนๆ นี้ไปช่วยโหวตให้ทักษิณชนะคดีซุกหุ้น

สภาสูงอังกฤษนั้นเป็นสภาขุนนาง สมาชิกมีทั้งสืบสายโลหิต และพระเจ้าแผ่นดินกับพรรคการเมืองตั้ง สภาล่างของอังกฤษเรียกว่า House of Commons แปลว่าสภาคนธรรมดา มีอายุ 5 ปีแต่ยุบได้ ของไทยกับอเมริกันเรียกว่า สภาผู้แทนราษฎรเหมือนกัน อเมริกันเรียกสั้นว่า House มีอายุ 2 ปี ยุบไม่ได้ ของเราเรียกสั้นว่า สภา อายุ 4 ปียุบได้ แต่หลักในการยุบต่างกันลิบลับ สภาอเมริกันไม่มีหน้าที่เลือกประธานาธิบดี (ยกเว้นกรณีพิเศษ) แต่สภาล่างของไทย และอังกฤษมีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี

การเลือกนายกฯอังกฤษกับไทยต่างกันคนละโลก ทั้งในพิธี และเนื้อหาของเขาเป็นระบบพรรคที่แท้จริง ของเราเป็นระบบแก๊งเลือกตั้ง ที่อังกฤษจนกระทั่งถึงการเลือกตั้งปี ค.ศ.1998 ในบัตรเลือกตั้งไม่ต้อง ระบุชื่อพรรค เขาก็รู้ว่า พรรคไหนได้เท่าไหร่ พรรคไหนได้เสียงข้างมาก วันรุ่งขึ้นหัวหน้าพรรคก็จะไปจุมพิตพระหัตถ์ (kiss the hand) มีความหมายว่าได้รับพระบรมราชโองการให้ไปตั้งคณะรัฐมนตรีมา(ให้ดู)

พระบรมราชินีนาถจะเสด็จฯเปิดสภา เพื่อประกาศว่า ต่อไปนี้ รัฐบาลของข้าพเจ้าจะออกกฎหมายฉบับนั้นฉบับนี้ อันสอดคล้องกับนโยบายนั้นนโยบายนี้ที่พรรคสัญญากับประชาชนไว้ในคำมั่นของ พรรค(Party Manifesto) ซึ่งแต่ละพรรคจะพิมพ์สวยงามแจก ตอนหาเสียง ทุกอย่างจึงไม่มีอะไรคลุมเครือ รู้กันล่วงหน้าทั้งประเทศ

ไทยเราเพี้ยนขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2517 เมื่อก่อนใช้วิธีคุมตัว กันในโรงแรมหรือลงไปลอยเรือ แล้วก็ประกบตัวตอนโหวตเลือกในสภา ต่อมาหลัง 2534 ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ว่า ของไทยเป็นระบบเผด็จการทุนนิยมผูกขาดพรรค เพราะผู้สมัครต้องสังกัดพรรคและสส.เท่านั้นจึงจะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ พรรคไล่สส.ออกได้ แต่กระนั้นก็ยังกลัวการเบี้ยว จึงมีการเสนอชื่อกันแบบปาหี่อย่างที่เสนาะ เทียนทองแสดงและโหวตโดยการขานชื่อให้ทุเรศ ได้ชื่อนายกฯ แล้ว ประธานสภาไทยต้องเข้าเฝ้าฯถวายรายงานทูลขอโปรดเกล้าฯ แต่ต้อง ทำการตรวจสอบคุณสมบัติอื่นๆ อีกครั้งก่อนตามขั้นตอนแบบเดียวกับ รัฐมนตรี เพราะนายกรัฐมนตรีก็คือรัฐมนตรีคนหนึ่ง ต่างแต่ว่าเป็นเต้ย ในหมู่ที่เท่ากัน primus inter pares หรือ First Among Equals

สภาผู้แทนราษฎรอเมริกามีอำนาจหน้าที่ตามที่อธิบายไว้สั้นๆ ว่า Make Laws คือออกกฎหมายอย่างเดียว แต่อังกฤษ เจ้าเก่าเติมอีกคำว่า Look Over Government แปลว่าดูแลควบคุมการทำงานของฝ่ายบริหาร เด็กฝรั่งทุกคนรู้จักหน้าที่ของผู้แทนตั้งแต่ยังเรียนอยู่ชั้นประถม ของเราจบดุษฎีบัณฑิตหรือเป็นถึงผบ.สารพัด รวมทั้งเป็น กกต.แล้วยังไม่เข้าใจ สภายุคสมัคร-สมชายนั้นเกือบ 2 ปีออกกฎหมายงบประมาณมาใช้เงินฉบับเดียว เท่ากับเป็นแก๊งโจรมาปล้นอำนาจอธิปไตยของปวงชนที่พระมหากษัตริย์ทรงมอบให้ แต่ก็ไม่เห็นกกต.สื่อหรือนักวิชาการว่าอะไร ส่วนการควบคุมฝ่ายบริหารนั้น สส.เป็นทาสคอยวิ่งเลียฝ่ายบริหารเสียมากกว่า

มีความเห็นยังไม่ลงกันว่า สภาล่างอังกฤษกับอเมริกัน ใครมีอำนาจกว่ากัน ส่วนใหญ่เห็นว่าอเมริกัน เพราะประธานาธิบดีต้อง ตามขออนุมัติจากสภาร่ำไป สัปดาห์ที่แล้วถึงเส้นตาย อเมริกาเกือบ ต้องล้มละลายเพราะไม่มีเงินใช้หนี้ หากขาดส่งเมื่อครบกำหนด อเมริกันก็พาเศรษฐกิจโลกลงเหว ในที่สุด 1 สิงหาคม สภากับประธานาธิบดีก็ประนีประนอมกันได้ ยอมออกกฎหมายให้รัฐบาลขยายเพดานหนี้ โล่งใจไปทั้งโลก

อย่างนี้จึงพูดกันว่าระบบการเมืองอเมริกัน มิใช่ระบบประธานาธิบดี แต่หากเป็นการปกครองโดยสภาหรือ Congressional Government ตามชื่อตำราอมตะที่ประธานาธิบดีวูดโร วิลสัน แต่งสมัยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย Princeton

เปรียบผลงานสภาไทยกับอเมริกาและอังกฤษเฉพาะเรื่องออกกฎหมาย ผู้เขียนรู้แล้วว่าสมัครพรรคพลังประชาชน 0 เพื่อไทย-สมชาย 1 ผู้เขียนกดดู Washington Post ว่าสภาที่ 112 ของอเมริกัน 2011-2012 ออกกฎหมายไปกี่ฉบับ และฉบับที่ขยายเพดานหนี้รัฐบาลพรรคไหนลงอย่างไร เพราะพรรครีพับลิกัน มีเสียงข้างมากในสภา มิใช่โอบามา

ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที ปรากฏว่า โหวตขยายเพดานหนี้ตามคำอ้อนวอนของโอบามา ให้ผ่าน 95 เดโมแครต 174 รีพับลิกัน ไม่ให้ผ่าน 95 เดโมแครต 66 รีพับลิกัน รวมแล้ว 269-161 โปรดสังเกตว่า โอบามารอดตายเพราะฝ่ายค้าน และโปรดสังเกตความเป็นอิสระต่อพรรคและภายในพรรคของผู้แทนที่เห็นประโยชน์ สูงสุดของชาติสำคัญกว่าพรรคหรือหัวหน้า จำนวนกฎหมายที่ผ่านสภาสมัยหนึ่งประมาณ 200-600 ฉบับ ปีนี้ผ่านไปแล้ว 350 ฉบับ และตกไป 369 ฉบับ

ผู้เขียนเขียนถามตรงไปที่สภาอังกฤษเมื่อเวลา 10 โมงเช้า 4 ชั่วโมงตอบมาว่า คอยไม่เกิน 1 วัน Thank you for contacting the HCIO. We answer 80% of queries within one working day. If your query is urgent please call 020 7219 4272. Your reference number is CAS-03561-S4Q9Y0. หลังจากนั้นคำตอบก็มาดังนี้ ปี 2009-2010

Total Private Members Bills โดยสมาชิก จำนวน-ตก-ผ่าน 67-60-7

Total Public Bills เสนอโดยรัฐบาล จำนวน-ตก-ผ่าน 90-60-30

ถ้าใครไม่เชื่อหรืออยากรู้อะไรเพิ่มเติม ก็ถามไปได้ที่ Debbie Cesvette, House of Commons Information Office, House of Commons, London SW1A 0AA Phone: 020 7219 4272 E-mail: hcinfo@parliament.uk Web: http://www.parliament.uk Providing information on the work, history and membership of the House of Commons

ข้อสุดท้าย สภาเขาเรียกสมาชิกกันเองว่า Gentleman หรือท่านสุภาพบุรุษ ของเราสภาที่แล้ว เรียกกันว่า ไอ้เหี้ยบ้าง และ ไอ้ควายบ้าง นี่คือสภาจกเปรต

เลือกตั้งคราวนี้ จกเปรตฝูงเดิมมาเกือบครบ และมีหางแดงฝูงใหม่ติดเข้ามาด้วย

คนดีๆ ก็คงจะมีอยู่ เปรียบเทียบกันเองเถิด แต่อย่าสะเออะว่า เรามีระบบเหมือนเขาเลย หากยังเป็นอย่างนี้

ชาติหน้าบ่ายๆ ก็ยังเร็วไป