วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2554

วิวัฒนาการของการบริหารท้องถิ่นไทย








โดย

นางนุชนารถ อินต๊ะสุข

นางปิยนุช ศรีบุรี

นางสาวพิมพ์พร อุณหิต

นางสาวอุทุมพร สุริยวงค์



เสนอ ดร.ทิวากร แก้วมณี

วิวัฒนาการของการบริหารท้องถิ่นไทย

วิวัฒนาการของการบริหารท้องถิ่นสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์

การบริหารประเทศภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยปกติมักมีการรวมอำนาจสูง แต่สำหรับประเทศไทยกลับปรากฏว่าการกระจายอำนาจให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารท้องถิ่นมีวิวัฒนาการมาตั้งแต่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ทั้งนี้อาจจำแนกวิวัฒนาการเป็น 4 ช่วงเวลา คือ

1. การบริหารราชอาณาจักรในอดีต

การจัดระเบียบราชอาณาจักรไทยในสมัยสุโขทัย อยุธยา ธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีเป้าหมายหลักอยู่ที่การรวบรวมอำนาจให้เป็นปึกแผ่นเพื่อสร้างอาณาจักรที่แข็งแกร่งและมั่นคง แนวคิดที่จะกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นปกครองตนเองยังไม่ปรากฏ

1.1 สมัยสุโขทัย อาณาจักรสุโขทัย จัดระเบียบเมืองต่างๆ ในพระราชอาณาเขต แบ่งเป็นราชธานีเป็นศูนย์กลางในการปกครองราชอาณาจักร หัวเมืองชั้นในหรือเมืองลูกหลวงตั้งอยู่ล้อมรอบราชธานี มีพระบรมวงศานุวงศ์เป็นผู้ดูแล ภายใต้การอำนวยการปกครองของพระมหากษัตริย์ หัวเมืองชั้นนอกหรือเมืองพระยามหานคร เป็นเมืองใหญ่ที่ตั้งอยู่ห่างจากราชธานีออกไป มีพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งเป็นผู้ปกครองเมือง มีอำนาจอิสระในการบริหารและมีอำนาจเหนือเมืองเล็กๆ ที่อยู่ใกล้ๆกันด้วย แต่จะต้องขึ้นกับสุโขทัยโดยต้องส่งส่วยและเกณฑ์กำลังไพร่พลไว้คอยช่วยเหลือเมืองหลวง ลักษณะเช่นนี้ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่ามีการกระจายอำนาจในประเทศไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัย

1.2 สมัยอยุธยา อาณาจักรอยุธยาในระยะแรกจัดระเบียบบ้านเมืองคล้ายกับอาณาจักรสุโขทัย คือแบ่งเป็นราชธานี ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการปกครองราชอาณาจักร หัวเมืองชั้นในหรือเมืองหลวง หัวเมืองชั้นนอกหรือเมืองพระยามหานคร และเมืองประเทศราช

ต่อมาอาณาจักรอยุธยาขยายตัวกลายเป็นอาณาจักรขนาดใหญ่ มีโครงสร้างที่ซับซ้อนกว่าเดิม การจัดระเบียบบ้านเมืองมีลักษณะการรวมอำนาจที่รัดกุมและแน่นแฟ้นกว่าสมัยสุโขทัยเป็นอย่างมาก เนื่องจากอยุธยามีอำนาจแข็งแกร่ง สามารถแผ่ขยายอิทธิพลครอบคลุมทั้งอาณาจักร

1.3 สมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น แนวคิดของผู้คนสมัยนี้ นอกจากจะต้องการความมั่นคงปลอดภัยและความสงบสุขแล้ว ยังมีความต้องการเป็นอย่างยิ่งที่จะฟื้นฟูความเจริญให้เหมือนสมัยอยุธยา มีการสร้างวัด สร้างวัง กำหนดกฎหมายและจัดระเบียบบริหารบ้านเมืองโดยมีกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นแบบ

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีแนวพระราชดำริที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศให้ทันสมัย มีการริเริ่มปรับปรุงเกี่ยวกับความเป็นอยู่และสิทธิของประชาชน เช่นการยกเลิกเก็บอากรตลาด การผ่อนภาระค่านา การปกป้องฐานะของสตรี การคุ้มครองสิทธิของทาส เป็นต้น และทรงลดพระราชอำนาจที่เป็นสิทธิขาดของพระมหากษัตริย์ลงหลายประการ

2. การริเริ่มจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

การปรับปรุงการบริหารราชการแผ่นดินครั้งสำคัญเกิดขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงสืบทอดพระราชปณิธานในสมเด็จพระบรมราชชนก ในการปรับปรุงพัฒนาประเทศให้มั่นคงพร้อมๆ กับการพัฒนาความเป็นอยู่ตลอดจนสิทธิของราษฎร เพื่อความมั่นคงของประเทศโดยมีแนวพระราชดำริที่จะรวมอำนาจการปกครองไว้ที่ส่วนกลาง และจัดระเบียบการบริหารประเทศให้เป็นระบบและมีเอกภาพมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ มีความเสมอภาพ และส่งเสริมให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ทรงดำเนินกิจกรรมต่างๆ มากมาย เช่น การยกเลิกระบบทาส และระบบไพร่ การส่งเสริมให้ประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียน และมีการจัดตั้งสุขาภิบาลกรุงเทพฯ และสุขาภิบาลท่าฉลอม ซึ่งเป็นก้าวแรกของการที่ประชาชนจะมีอำนาจบริหารท้องถิ่นของตนเอง

2.1 สุขาภิบาลกรุงเทพฯ การดำเนินการบริหารท้องถิ่นในประเทศไทย ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองหลวง มีผู้คนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น ทำให้เกิดปัญหาความสกปรก โรคภัยไข้เจ็บ และสิ่งก่อสร้างที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ใน พ.ศ. 2440 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตรากฎหมายว่าด้วยการจัดกิจการท้องถิ่นฉบับแรก คือ พระราชกำหนดสุขาภิบาลกรุงเทพฯ ร.ศ. 116 จัดตั้งสุขาภิบาลกรุงเทพฯ เพื่อทำหน้าที่หลักในด้านการรักษาความสะอาดและป้องกันโรคในแขวงพระนคร โดยรับผิดชอบจัดดำเนินการทำลายขยะมูลฝอย จัดสถานที่ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะสำหรับราษฎรทั่วไป ห้ามการปลูกสร้างหรือซ่อมแซมโรงเรือนที่จะเป็นเหตุให้เกิดโรค และขนย้ายสิ่งโสโครกที่ทำความรำคาญให้กับราษฎรไปทิ้ง แม้ว่าสุขาภิบาลกรุงเทพฯ จะได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่ายังไม่เป็นไปตามหลักการปกครองท้องถิ่นอย่างแท้จริง เพราะผู้มีหน้าที่รับผิดชอบบริหารกิจการสุขาภิบาลกรุงเทพฯ เพื่อบริหารกิจการของท้องถิ่น นับว่าเป็นก้าวแรกที่พัฒนาไปสู่การบริหารท้องถิ่นที่มีประสิทธิภาพต่อไป

2.2 สุขาภิบาลท่าฉลอม ใน พ.ศ. 2448 ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนชาวท่าฉลอม เมืองสมุทรสาคร ได้ร่วมกันพัฒนาความสะอาดเรียบร้อยในตำบล โดยได้เรี่ยไรกันจัดซื้ออิฐปูถนน มีความยาวถึง 11 เส้น 14 วา กว้าง 2 วา ซึ่งต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามว่า “ถนนถวาย” และเพื่อให้ชาวบ้านตลาดท่าฉลอมร่วมมือกันทำนุบำรุงท้องถิ่นของตนเองต่อไป จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งสุขาภิบาลขึ้น ณ ตำบลบ้านตลาดท่าฉลอม เมืองสมุทรสาคร และได้พระราชทานเงินรายได้จากภาษีโรงร้านในตลาดท่าฉลอมให้สุขาภิบาลนำมาใช้เป็นทุนในการบริหารท้องถิ่นตามอำนาจหน้าที่หลัก 3 ประการ คือ การซ่อมแซมบำรุงถนนหนทาง การจุดโคมไฟให้ความสว่างในเวลากลางคืน และการจัดหาคนงานเก็บกวาดขยะมูลฝอย กิจการสุขาภิบาลจึงได้เริ่มมีขึ้นในหัวเมืองเป็นครั้งแรก โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2449

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดสุขาภิบาลท่าฉลอมขึ้น คือการรวมตัวกันของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พ่อค้าประชาชนชาวท่าฉลอม การจัดตั้งสุขาภิบาลท่าฉลอมไม่ได้เกิดจากการริเริ่มของส่วนราชการส่วนกลาง แต่เกิดแนวคิดของประชาชนในท้องถิ่นที่รวมตัวกันและริเริ่มดำเนินกิจกรรมท้องถิ่นขึ้นก่อน จากนั้นส่วนกลางจึงเข้ามาส่งเสริมสนับสนุนและกระจายอำนาจบริหารให้แก่ท้องถิ่น การจัดตั้งสุขาภิบาลท่าฉลอม นับได้ว่าเป็นการเริ่มต้นการดำเนินกิจการท้องถิ่นโดยกลุ่มผู้นำท้องถิ่นเองเป็นครั้งแรก สุขาภิบาลท่าฉลอมจึงเป็นองค์กรแรกในประเทศไทยที่มีลักษณะเป็นองค์กรปกครองตนเองของประชาชนในท้องถิ่น

3. การจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามหัวเมือง

ในปี พ.ศ. 2451 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้ทรงพระกรุณา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศพระราชบัญญัติจัดการสุขาภิบาลตามหัวเมือง ร.ศ. 127 ขึ้นใช้บังคับทั่วพระราชอาณาจักร พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้ต่อเนื่องมาจนเข้าสู่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และได้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติฉบับนี้ ใน พ.ศ. 2458

3.1 การประกาศใช้พระราชบัญญัติจัดการสุขาภิบาลตามหัวเมือง ร.ศ. 127 ใน พ.ศ. 2451 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศพระราชบัญญัติจัดการสุขาภิบาลตามหัวเมือง ร.ศ. 127 การประกาศพระราชบัญญัติฉบับนี้มิได้มีเป้าหมายที่จะเร่งรัดให้มีการจัดตั้งสุขาภิบาล มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการที่จะใช้เป็นการทั่วไปสำหรับการจัดตั้งและดำเนินกิจการสุขาภิบาล ทั้งนี้ เมื่อข้าหลวงเทศาภิบาลเห็นสมควรจัดการสุขาภิบาลขึ้นในหัวเมืองใด ก็ให้ปรึกษาหารือกับกำนันผู้ใหญ่บ้าน ผู้เป็นหัวหน้าราษฎรในท้องถิ่นนั้น แล้วจึงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจัดการสุขาภิบาลขึ้นในท้องที่นั้นเป็นราย ๆ ไป สุขาภิบาลตามพระราชบัญญัติ ฯ นี้ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

สุขาภิบาลสำหรับเมือง จัดตั้งในท้องที่เมืองที่มีความเจริญมาก บริหารงานโดยคณะกรรมการ จำนวน 9 คน ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการเมือง เป็นประธาน ปลัดเมือง เป็นเลขานุการ นายอำเภอ นายแพทย์สุขาภิบาล หัวหน้าพนักงานการศึกษาในเมือง และกำนันในเขตสุขาภิบาล จำนวน 4 คน เป็นกรรมการ หากท้องถิ่นมีกำนันไม่ครบ 4 คน ก็ให้ข้าหลวงเทศาภิบาลมีอำนาจเลือกกำนันพิเศษจากบุคคลในท้องที่ที่มีส่วนเสียภาษีโรงร้าน จนครบจำนวน

สุขาภิบาลสำหรับตำบล จัดตั้งในท้องที่มีลักษณะเป็นชุมชนหนาแน่น และมีความเจริญอยู่เฉพาะในตำบล บริหารงานประกอบด้วยกำนันนายตำบล เป็นประธาน และผู้ใหญ่บ้าน ในเขตท้องที่สุขาภิบาล เป็นกรรมการ

อำนาจหน้าที่ที่สำคัญของทั้ง 2 ประเภท ได้แก่ การรักษาความสะอาด การป้องกันโรคและรักษาความเจ็บไข้ การบำรุงและรักษาทางไปมา และการศึกษาชั้นต้นของราษฎร

3.2 การประกาศแก้ไขพระราชบัญญัติจัดการสุขาภิบาลตามหัวเมือง ร.ศ. 127 ในสมัยรัชกาลที่ 6 แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ มากมาย แต่สำหรับการจัดการบริหารท้องถิ่นยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของหลักการและวิธีการ เนื่องจาก พระราชบัญญัติจัดการสุขาภิบาลตามหัวเมือง ร.ศ. 217 เพิ่งประกาศใช้ได้เพียง 2 ปี และเพิ่งจะมีการจัดตั้งสุขาภิบาลได้เพียง 7 แห่ง แนวพระราชดำริในการบริหารท้องถิ่นจึงมีลักษณะเป็นการสืบทอดแนวพระราชดำริในรัชกาลก่อน พร้อมทั้งยังพยายามพัฒนาปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ในรัชกาลนี้ได้มีการจัดตั้งสุขาภิบาลเพิ่มขึ้นอีก 19 แห่ง และมีการแก้ไขพระราชบัญญัติจัดสุขาภิบาลตามหัวเมืองโดยมีเป้าหมายเพื่อขยายกิจการสุขาภิบาลและส่งเสริมให้สุขาภิบาลมีความคล่องตัวในการบริหารงานมากขึ้น ใน พ.ศ. 2458 ได้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติจัดการสุขาภิบาลตามหัวเมือง ร.ศ. 127 โดยกำหนดให้สุขาภิบาลมีอำนาจหน้าที่เพิ่มขึ้น คือ จดทะเบียนคนเกิด คนตาย และการทะเบียนต่างๆ ในเขตสุขาภิบาล และได้แบ่งสุขาภิบาลเป็น 2 ประเภท

ประเภทแรก คือ สุขาภิบาลเมือง มีหลักเกณฑ์ในการจัดตั้งและมีโครงสร้างเช่นเดียวกับสุขาภิบาลสำหรับเมืองตามที่พระราชบัญญัติจัดการสุขาภิบาลตามหัวเมือง ร.ศ. 127 กำหนดไว้แต่แรก

ประเภทที่ 2 เรียกว่าสุขาภิบาลท้องที่ เปิดโอกาสให้พื้นที่หลายตำบลที่มีเขตพื้นที่ที่เจริญต่อเนื่องกัน สามารถรวมกันจัดตั้งสุขาภิบาลร่วมกันได้ สุขาภิบาลสำหรับตำบลจึงเท่ากับถูกยกเลิกไปโดยปริยาย สุขาภิบาลท้องที่มีคณะกรรมการประกอบด้วย นายอำเภอท้องที่ เป็นประธาน นายแพทย์สุขาภิบาล ปลัดอำเภอ และกำนันในท้องที่เขตสุขาภิบาล เป็นกรรมการ





4. การเตรียมการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบใหม่

ความพยายามที่จะปรับปรุงพัฒนาการบริหารท้องถิ่นให้มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับการบริหารท้องถิ่นแบบสากลปรากฏอย่างชัดเจนในสมัยพระบาลสมเด็จปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จากการที่ทรงทดลองจัดตั้ง “สภาจัดบำรุงสถานที่ชายทะเลตะวันตก” ใน พ.ศ. 2469 และทรงเตรียมการที่จะจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบเทศบาลในลักษณะที่สอดคล้องกับการบริหารประเทศตามระบอบประชาธิปไตย

4.1 สภาจัดบำรุงสถานที่ชายทะเลตะวันตก หลังจากที่ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติจัดการสุขาภิบาลตามหัวเมือง ร.ศ. 127 ใน พ.ศ. 2451 ได้มีการขอจัดตั้งสุขาภิบาลเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่เป็นการเพิ่มจำนวนอย่างช้า ๆ ไม่รีบเร่ง ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่จะให้สุขาภิบาลเกิดขึ้นโดยความยินยอมพร้อมใจของราษฎรในท้องถิ่น ใน พ.ศ. 2469 รัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทดลองจัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบใหม่ เรียกว่า “สภาจัดบำรุงสถานที่ชายทะเลตะวันตก” ในพื้นที่แถบชายทะเลตั้งแต่ตำบลบ้านชะอำลงไปถึงตำบลหัวหิน สภาจัดบำรุงสถานที่ชายทะเลตะวันตกนี้เป็นองค์การที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีอำนาจหน้าที่ในการบำรุงถนนหนทาง การประปา ไฟฟ้า การวางผังเมือง และการสาธารณสุข

4.2 ร่างพระราชบัญญัติเทศบาล ใน พ.ศ. 2470 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง เรียกว่า คณะกรรมการจัดการประชาภิบาล ทำหน้าที่ศึกษาพิจารณาปรับปรุงการสุขาภิบาล ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ได้ศึกษาดูงานองค์การบริหารท้องถิ่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ และได้เสนอรายงานอันเป็นแนวทางปรับปรุงพัฒนาการสุขาภิบาล ซึ่งจะเรียกชื่อใหม่ว่า การประชาภิบาล หรือ เทศบาล

พระราชประสงค์ในการจัดตั้งเทศบาลนี้เป็นที่ปรากฏชัดว่าทรงมีเป้าหมายเพื่อเตรียมการสำหรับการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา ดังแนวพระราชดำริที่ว่า “มันจะเป็นการดีแก่ประชาชนอย่างแท้จริง ที่เขาจะเริ่มต้นด้วยการควบคุมกิจการของท้องถิ่น ก่อนที่พวกเขาพยายามที่จะควบคุมกิจการของรัฐโดยผ่านทางรัฐสภาทรงมีแนวพระราชดำริมุ่งเน้นที่จะให้เทศบาลเป็นโรงเรียนสอนประชาธิปไตย เปิดโอกาสให้ราษฎรได้เรียนรู้ ทำความเข้าใจและฝึกฝนตนเอง โดยการเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารท้องถิ่น ก่อนที่จะเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองในระดับชาติ จะเห็นได้ว่าการเตรียมการจัดตั้งเทศบาลดำเนินไปอย่างมีระบบ โดยเริ่มจากวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของผู้นำประเทศ









วิวัฒนาการของการบริหารท้องถิ่นภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475

หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลมีแผนที่จะจัดตั้งเทศบาลขึ้นในทุกตำบลทั่วประเทศ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้ต้องรื้อฟื้นกิจการสุขาภิบาลขึ้นใหม่ใน พ.ศ. 2495 หลังจากนั้นได้จัดตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัดขึ้นใน พ.ศ. 2498 เพื่อบริหารกิจการท้องถิ่นในพื้นที่นอกเขตเทศบาลและสุขาภิบาล ต่อมาใน พ.ศ. 1. การจัดตั้งเทศบาล

ได้มีประกาศใช้พระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พ.ศ. 2476 กำหนดให้มีการจัดการปกครองท้องถิ่นในรูปแบบเทศบาลทั่วทั้งประเทศ แต่ปรากฏว่าการดำเนินการมีปัญหาอุปสรรคทำให้ต้องแก้ไขกฎหมายและตรากฎหมายใหม่หลายครั้งเพื่อปรับปรุงรูปแบบโครงสร้างและวิธีการบริหารงานให้เหมาะสม

1.1 เทศบาล ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พ.ศ. 2476 ในการประกาศพระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พ.ศ. 2476 รัฐบาลมีความมุ่งหมายที่จะจัดตั้งเทศบาล คือ เทศบาลนคร เทศบาลเมืองและเทศบาลตำบล ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ โดยจะยกฐานะตำบลต่างๆ ที่มีอยู่ประมาณ 4,800 ตำบล ขึ้นเป็นเทศบาลทั้งหมด และต้องการที่จะให้มีการจัดการปกครองท้องถิ่นในรูปแบบเทศบาลเพียงอย่างเดียว รวมทั้งได้ประกาศยุบเลิกการสุขาภิบาลด้วย

เทศบาลทั้ง 3 ชั้น จัดโครงสร้างโดยแบ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร

เทศบาลทั้ง 3 ชั้น จัดโครงสร้างโดยแบ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร คล้ายกับโครงสร้างของรัฐบาลระดับชาติ ฝ่ายนิติบัญญัติ ได้แก่ สภาตำบล ในเทศบาลตำบล สภาเมือง ในเทศบาลเมือง และสภานคร ในเทศบาลนคร ซึ่งสมาชิกมาจากการเลือกตั้ง ฝ่ายบริหาร ได้แก่ คณะมนตรีตำบล ในเทศบาลตำบล คณะมนตรีเมือง ในเทศบาลเมือง และคณะมนตรีนคร ในเทศบาลนคร มีจำนวน 3-5 คน ประกอบด้วยนายกมนตรีฯ และมนตรีฯ ซึ่งค่าหลวงประจำจังหวัดแต่งตั้ง โดยความเห็นชอบของสภาฯ

1.2 เทศบาล ตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2481 พ.ศ. 2486 และ พ.ศ. 2496 การจัดตั้งเทศบาลดำเนินไปอย่างยากลำบาก เทศบาลที่จัดตั้งแล้วแต่ละแห่งก็ประสบปัญหาอุปสรรค รัฐบาลต้องประกาศยกเลิกและประกาศใช้พระราชบัญญัติเทศบาลใหม่ถึง 3 ครั้ง ใน พ.ศ. 2481 พ.ศ. 2486 และ พ.ศ. 2496 เพื่อแก้ไขปัญหาความยุ่งยากในการบริหารงานของเทศบาล

พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2481 กำหนดจำนวนสมาชิกสภาเทศบาลไว้อย่างตายตัว คือ สภาเทศบาลตำบลมีสมาชิก 9 คน สภาเทศบาลเมือง มีสมาชิก 18 คน และสภาเทศบาลนคร มีสมาชิก 36 คน ส่วนพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2486 กำหนดให้เพิ่มจำนวนสมาชิกสภาเทศบาล เป็น 12 คน 24 คน และ 48 คน ในเขตสภาเทศบาลตำบล เมือง และนคร ตามลำดับ

พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 กำหนดจำนวนสมาชิกสภาเทศบาลตำบล 12 คน สภาเทศบาลเมือง 18 คน และสภาเทศบาลนคร 24 คน และกำหนดว่านายกเทศมนตรี และเทศมนตรี ต้องเป็นสมาชิกสภาเทศบาล เมื่อประกาศใช้พระราชบัญญัตินี้ในวาระแรก ได้กำหนดให้มีสมาชิกสภาเทศบาล 2 ประเภท ประเภทแรก มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนจำนวนครึ่งหนึ่ง ประเภทที่สองมาจากการแต่งตั้งโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต่อมาใน พ.ศ. 2499 ได้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติฯ กำหนดให้สมาชิกมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน ส่วนคณะเทศมนตรี ประกอบด้วยนายกเทศมนตรี และเทศมนตรีจำนวน 2-4 คน มาจากความเห็นชอบของสภาเทศบาล

2. การรื้อฟื้นกิจการสุขาภิบาล

ความพยายามที่จะจัดตั้งเทศบาลให้เต็มพื้นที่ของประเทศ โดยยกฐานะตำบลทั่วประเทศขึ้นเป็นเทศบาลไม่ประสบผลสำเร็จ ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ ในระหว่าง พ.ศ. 2476 – 2488 รัฐบาลสามารถจัดตั้งเทศบาลได้เพียง 117 แห่ง รัฐบาลจึงแก้ไขปัญหาโดยหันมารื้อฟื้นกิจการสุขาภิบาลขึ้นใหม่

2.1 สุขาภิบาล ตามพระราชบัญญัติสุขาภิบาล พ.ศ. 2495 จากการที่รัฐบาลไม่สามารถขยายกิจการเทศบาลให้แพร่หลายเพิ่มขึ้นได้ ในพ.ศ. 2495 รัฐบาลจึงหันมารื้อฟื้นกิจการสุขาภิบาลขึ้นใหม่ ได้พิจารณาเห็นว่าการจัดสุขาภิบาล จัดได้ง่ายและประหยัดกว่าเทศบาล การจัดสุขาภิบาลในยุคนี้ มีเป้าหมายที่จะให้สุขาภิบาลเป็นตัวเร่งความเจริญของท้องถิ่น และเมื่อท้องถิ่นมีความเจริญเพียงพอ ก็สามารถจะยกฐานะขึ้นเป็นเทศบาลต่อไป และมุ่งหมายที่จะให้สุขาภิบาลเป็นพื้นฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตย เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในวิถีประชาธิปไตยให้แก่ประชาชน ควบคู่ไปกับการพัฒนาความเจริญให้แก่ท้องถิ่น

โครงสร้างของสุขาภิบาล ตามพระราชบัญญัติสุขาภิบาล พ.ศ. 2495 ประกอบด้วย คณะกรรมการสุขาภิบาล มีกรรมการแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ กรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ นายอำเภอเจ้าของท้องที่ เป็นประธานกรรมการ หัวหน้าสถานีตำรวจฯ สาธารณสุข และสมุห์บัญชีอำเภอ หรือกิ่งอำเภอที่สุขาภิบาลนั้นตั้งอยู่ และกำนัน ผู้ใหญ่บ้านของตำบลหมู่บ้านในเขตสุขาภิบาลนั้น กรรมการโดยการแต่งตั้ง ได้แก่ ปลัดอำเภอที่ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้ง และกรรมการโดยการเลือกตั้งซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน จำนวน 4 คน มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี

2.2 สุขาภิบาล ตามพระราชบัญญัติสุขาภิบาล (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2528 ใน พ.ศ. 2528 ได้มีการเสนอแก้ไขปรับปรุงโครงสร้างคณะกรรมการสุขาภิบาลให้มีลักษณะของการปกครองตนเองสูงขึ้น และได้มีการตราพระราชบัญญัติสุขาภิบาล (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2528 กำหนดโครงสร้างคณะกรรมการสุขาภิบาลใหม่ ประกอบด้วย กรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ นายอำเภอ หรือปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้ากิ่งอำเภอที่สุขาภิบาลตั้งอยู่ในท้องที่ และกำนันตำบลที่อยู่ในเขตสุขาภิบาล มีปลัดอำเภอที่ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้ง 1 คน เป็นกรรมการโดยการแต่งตั้งและกรรมการที่ราษฎรในท้องที่เลือกตั้ง จำนวน 9 คน อยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี โดยนายอำเภอ หรือปลัดฯหัวหน้ากิ่งอำเภอเป็นประธานคณะกรรมการโดยตำแหน่ง และมีรองประธานคณะกรรมการ 1 คน ซึ่งคณะกรรมการประชุมกันเลือกจากกรรมการที่ราษฎรเลือกตั้ง อยู่ในตำแหน่งคราวละ 1 ปี

3. การจัดการบริหารท้องถิ่นระดับจังหวัด

3.1 สภาจังหวัด พระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พ.ศ. 2476 กำหนดให้แต่ละจังหวัด ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งโดยราษฎรในอำเภอต่างๆ ในเขตจังหวัดนั้น มีอำนาจหน้าที่หลักเกี่ยวกับการงบประมาณของจังหวัด และการแบ่งสรรเงินอุดหนุนของรัฐบาลระหว่างเทศบาลในจังหวัด ตลอดจนเสนอข้อแนะนำต่อรัฐบาลในเรื่องการเงิน และเรื่องอื่นๆ ของเทศบาลในจังหวัด ต่อมาใน พ.ศ. 2481 ได้มีการตราพระราชบัญญัติสภาจังหวัด แยกสภาจังหวัดออกจากกฎหมายเทศบาลและกำหนดให้สภาจังหวัดมีอำนาจหน้าที่ในเรื่องการตรวจและรายงานเรื่องงบประมาณ การแบ่งสรรเงินอุดหนุนระหว่างเทศบาล และให้คำปรึกษาต่อคณะกรรมการจังหวัด

3.2 องค์การบริหารส่วนจังหวัด จากการพัฒนาท้องถิ่นให้สามารถยกฐานะเป็นเทศบาลไม่ประสบผลสำเร็จดังเป้าหมาย เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศยังอยู่นอกเขตเทศบาลและสุขาภิบาล ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวจึงไม่มีโอกาสปกครองตนเองในระดับท้องถิ่น ใน พ.ศ. 2498 รัฐบาลจึงประกาศจัดตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด โดยมอบหมายให้ดูแลรับผิดชอบพื้นที่นอกเขตเทศบาลและสุขาภิบาลของแต่ละจังหวัด

พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด พ.ศ. 2498 กำหนดให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็นเอกเทศ มีงบประมาณ และเจ้าหน้าที่ในการดำเนินกิจการส่วนจังหวัด ซึ่งแยกออกเป็นส่วนต่างหากจากราชการแผ่นดิน โครงสร้างองค์กรแบ่งเป็น 2 ฝ่ายเหมือนเทศบาล คือ ฝ่ายนิติบัญญัติ ได้แก่สภาจังหวัด ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกที่ราษฎรแต่ละอำเภอในจังหวัดเลือกตั้ง จำนวนสมาชิกสภาจังหวัดถือตามเกณฑ์จำนวนประชากรในเขตพื้นที่นั้นๆ อยู่ในตำแหน่งคราวละ 5 ปี ส่วนฝ่ายบริหารมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหัวหน้ารับผิดชอบโดยตำแหน่ง

4. การจัดระเบียบการบริหารตำบล

โดยเริ่มจัดระเบียบบริหารตำบลใหม่ใน พ.ศ. 2499 และในปลายปีเดียวกันนั้นก็มีการประกาศกฎหมาย เพื่อจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งมีฐานะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ใน พ.ศ. 2509 ได้มีการปรับปรุงรูปแบบการบริหารตำบลใหม่ให้กะทัดรัดกว่าเดิม และจัดรูปแบบบริหารตำบลเป็นแบบเดียวกัน คือ สภาตำบล ทั่วประเทศโดยคำสั่งคณะปฏิวัติ ตั้งแต่ พ.ศ. 2515 จนกระทั่งมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบลใน พ.ศ. 2537

4.1 การจัดระเบียบบริหารตำบล ตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 222/2499 กระทรวงมหาดไทยได้เริ่มดำเนินการปรับปรุงการจัดระเบียบบริหารตำบลใน พ.ศ. 2499 โดยมีคำสั่งให้ขยายโครงสร้างของคณะกรรมการตำบล ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ กำหนดให้บุคคลที่มีบทบาทในการบริหารตำบลเข้ามามีส่วนร่วมเป็นกรรมการเพื่อประสิทธิภาพในการบริหารกิจการของตำบล และจัดตั้งสภาตำบล ขึ้นในทุกตำบลนอกเขตเทศบาลและสุขาภิบาล เพื่อเปิดโอกาสให้ราษฎรมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับแนวทางการบริหารและพัฒนาตำบล

4.2 องค์การบริหารส่วนตำบล ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนตำบล พ.ศ. 2499 ปลายปี 2499 ได้มีการประกาศพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนตำบล พ.ศ. 2499 จัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลขึ้นในตำบลที่มีความเจริญและมีความสามารถที่จะดำเนินกิจการของท้องถิ่นเองได้ องค์การบริหารส่วนตำบลมีฐานะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเป็นนิติบุคคล มีโครงสร้างประกอบด้วย สภาตำบล ทำหน้าที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ มีกำนันและผู้ใหญ่บ้านทุกคนในตำบลเป็นสมาชิกโดยตำแหน่ง และมีสมาชิกซึ่งราษฎรเลือกตั้งหมู่บ้านละ 1 คน และคณะกรรมการตำบล ทำหน้าที่เป็นฝ่ายบริหาร มีกำนันท้องที่เป็นประธาน แพทย์ประจำตำบล และผู้ใหญ่บ้าน เป็นกรรมการ ซึ่งนายอำเภอแต่งตั้งจากครูใหญ่โรงเรียนในตำบลหรือผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนไม่เกิน 5 คน

4.3 คณะกรรมการสภาตำบล ตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 275/2499 ใน พ.ศ. 2509 กระทรวงมหาดไทยได้พัฒนารูปแบบโครงสร้างการบริหารตำบลขึ้นใหม่อีกรูปแบบหนึ่ง เรียกว่าคณะกรรมการสภาตำบล กำหนดให้ตำบลต่างๆตามที่กระทรวงมหาดไทยระบุ จัดดำเนินการบริหารตำบลภายใต้รูปแบบโครงสร้างแบบใหม่ ซึ่งประกอบด้วยองค์กรเดียว ไม่มีการแยกฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารออกจากกัน คณะกรรมการสภาตำบล มีกำนันเป็นแพทย์ประจำตำบล และผู้ใหญ่บ้านทุกหมู่บ้านในเขตตำบลเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง มีกรรมการที่นายอำเภอแต่งตั้ง โดยคัดเลือกจากครูประชาบาลในตำบล 1 คน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งราษฎรเลือกตั้งหมู่บ้านละ 1 คน

4.5 สภาตำบล ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 326/2515 ภายหลังการปฏิวัติ พ.ศ. 2515 คณะปฏิวัติได้พิจารณาเห็นว่าในขณะนั้นมีการจัดระเบียบบริหารตำบลแตกต่างกันหลายรูปแบบ สมควรจัดใหม่ให้เป็นรูปแบบเดียวกันทั้งประเทศ จึงมีประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 326 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2515 สั่งให้จัดระเบียบบริหารตำบลในรูปแบบใหม่เรียกว่า สภาตำบล ประกอบด้วยองค์กรเดียว คือ คณะกรรมการสภาตำบล มีกำนันเป็นประธาน แพทย์ประจำตำบล และผู้ใหญ่บ้านทุกหมู่ในตำบล เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมาจากการเลือกตั้งของราษฎรหมู่ละ 1 คน มีครูประชาบาล 1 คน ทำหน้าที่เลขานุการ และมีปลัดอำเภอ หรือพัฒนากร 1 คน เป็นที่ปรึกษา

4.6 สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 ปลายปี พ.ศ. 2537 ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 กำหนดให้แต่ละตำบลบริหารงานโดยสภาตำบล ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคล และหากสภาตำบลมีรายได้เฉลี่ยไม่ต่ำกว่าหนึ่งแสนห้าหมื่นบาท ติดต่อกัน 3 ปี ก็อาจจัดตั้งเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล

สภาตำบล ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 ประกอบด้วยองค์กรเดียว ไม่มีการแยกฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร มีกำนันเป็นประธาน แพทย์ประจำตำบล และผู้ใหญ่บ้านทุกหมู่ในตำบล เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิมาจากการเลือกตั้งของราษฎรหมู่ละ 1 คน และมีเลขานุการซึ่งแต่งตั้งจากข้าราชการที่ปฏิบัติงานในตำบลหรือบุคลอื่นที่มีคุณสมบัติ ตามมติของสภาตำบล

องค์การบริหารส่วนตำบล มีฐานะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีโครงสร้างแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย สภาองค์การบริหารส่วนตำบลซึ่งทำหน้าที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ประกอบด้วยสมาชิกโดยตำแหน่ง ได้แก่ กำนัน แพทย์ประจำตำบล และผู้ใหญ่บ้านทุกหมู่ในตำบล และสมาชิกซึ่งได้รับการเลือกตั้งจากราษฎรหมู่บ้านละ 2 คน อยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี คณะกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลซึ่งทำหน้าที่เป็นฝ่ายบริหาร ประกอบด้วย กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จำนวนไม่เกิน 2 คน และสมาชิกสภาฯที่ราษฎรเลือกตั้ง จำนวนไม่เกิน 4 คน ซึ่งนายอำเภอแต่งตั้งตามมติของสภาองค์การบริหารส่วนตำบล

5. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ

5.1 กรุงเทพมหานคร การจัดการปกครองกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นราชธานีนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิรูปการปกครองแผ่นดินครั้งใหญ่ ทรงโปรดเกล้าฯให้จัดตั้งสุขาภิบาลกรุงเทพฯขึ้นเพื่อดำเนินกิจการท้องถิ่นในท้องที่เขตพระนคร ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475 เมื่อรัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พ.ศ. 2476 และได้กำหนดให้สุขาภิบาลที่มีอยู่ทั้งหมดเปลี่ยนฐานะเป็นเทศบาล ใน พ.ศ. 2479 จึงได้มีการจัดตั้ง เทศบาลนครกรุงเทพฯ ขึ้นแทน มีโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2476 และหลังจากที่ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด พ.ศ. 2498 ก็ได้มีการจัดตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนคร ขึ้นตามพระราชบัญญัตินี้ เช่นกัน หลังการปฏิวัติ พ.ศ. 2514 ได้มีประกาศ ฉบับที่ 24 และ 25 ลงวันที่ 21 ธันวาคม 2514 กำหนดให้รวมจังหวัดพระนครและธนบุรีเป็นจังหวัดเดียวกัน เรียกว่า นครหลวงกรุงเทพธนบุรี รวมองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครและองค์การบริหารส่วนจังหวัดธนบุรีเข้าด้วยกันเป็น องค์การบริหารนครหลวงกรุงเทพธนบุรี และรวมเทศบาลนครกรุงเทพฯ กับเทศบาลนครธนบุรี เป็น เทศบาลนครหลวง ต่อมารูปแบบนี้ได้ถูกยกเลิก โดยประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 355 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515 ซึ่งกำหนดรูปแบบบริหารใหม่ โดยรวมองค์กรปกครองในพื้นที่นครหลวงกรุงเทพธนบุรีทั้งหมดเข้าด้วยกัน เรียกว่า กรุงเทพมหานคร มีฐานะเป็นจังหวัด ในราชการบริหารส่วนภูมิภาค และเป็นองค์กรปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ในราชการบริหารท้องถิ่น ใน พ.ศ. 2518 ได้มีการตราพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2518 กำหนดให้กรุงเทพมหานครเป็นราชการบริหารท้องถิ่นเพียงอย่างเดียว โครงสร้างประกอบด้วย ฝ่ายนิติบัญญัติ คือสภากรุงเทพมหานคร มีสมาชิกสภาที่มาจากการเลือกตั้ง และฝ่ายบริหาร คือผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และรองผู้ว่าราชการฯ มาจาการเลือกตั้งโดยตรงของราษฎรเช่นเดียวกับสมาชิกสภาฯ ต่อมาได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 กำหนดให้ราษฎรเลือกตั้งเฉพาะผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารเพียงตำแหน่งเดียว และให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นผู้เลือกรองผู้ว่าราชการฯ จำนวนไม่เกิน 4 คน ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาเมื่อมีกรณีขัดแย้งระหว่างผู้ว่าฯ และรองผู้ว่าฯ

5.2 เมืองพัทยา การปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษของเมืองพัทยา เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาอันเกิดจากการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ขาดการวางแผน และการควบคุมแหล่งท่องเที่ยว ดำเนินการบริหารท้องถิ่นในรูปเทศบาลแบบผู้จัดการ โครงสร้างการบริหารเมืองพัทยา ประกอบด้วย สภาเมืองพัทยา ซึ่งมีสมาชิกทั้งสิ้น 17 คน แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ สมาชิกที่ได้รับการเลือกตั้งจากราษฎร จำนวน 9 คน และสมาชิกที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแต่งตั้ง 8 คน โดยแต่งตั้งจากบุคคลในสาขาอาชีพต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการเมืองพัทยา 4 คน และแต่งตั้งจากผู้แทนหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องกับเมืองพัทยา 4 คน สมาชิกสภาเมืองพัทยา จะอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี เมืองพัทยา ในระบบผู้จัดการนครนี้ได้ดำเนินการบริหารท้องถิ่นต่อเนื่องมาเป็นเวลา 21 ปี ตลอดระยะเวลาดังกล่าว ต้องประสบกับปัญหาและอุปสรรคนานัปการ จนในที่สุดต้องเปลี่ยนมาใช้โครงสร้างใหม่ใน พ.ศ. 2542

วิวัฒนาการของการบริหารท้องถิ่นสมัยปฏิรูปประชาธิปไตย

ภายหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ใน พ.ศ. 2535 ได้มีการเคลื่อนไหวให้มีการปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปรับปรุงเงื่อนไขหลักเกณฑ์การใช้อำนาจปกครองประเทศ ขยายสิทธิเสรีภาพของประชาชน ตลอดจนปรับปรุงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย มีความเป็นอิสระ และเปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการปกครองตนเองมากขึ้น

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการปฏิรูปประชาธิปไตย ได้กำหนดให้การปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหมวดหนึ่งในรัฐธรรมนูญ

บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญในหมวดที่ 9 ว่าด้วยการปกครองส่วนท้องถิ่น กำหนดให้มีการจัดการปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศภายใต้หลักการสำคัญ คือ รัฐจะต้องให้ความเป็นอิสระแก่ท้องถิ่นตามหลักแห่งการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น และได้กำหนดแนวทางและเงื่อนไขในการดำเนินการให้สอดคล้องกับหลักการดังกล่าวหลายประการ ดังนี้

(1) การกำหนดสิทธิในการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

(2) การจำกัดอำนาจของรัฐลงโดยกำหนดให้รัฐใช้อำนาจกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเฉพาะที่จำเป็นตามที่กฎหมายบัญญัติเท่านั้น

(3) กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบาย การปกครอง การบริหาร การบริหารงานบุคคล การเงินและการคลัง และอำนาจหน้าที่ของตนเองโดยเฉพาะ

(4) การกำหนดอำนาจและหน้าที่ระหว่างรัฐกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใหม่ให้มีลักษณะการกระจายอำนาจมากขึ้น

(5) การกำหนดให้มีการปรับปรุงโครงสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีลักษณะที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีโครงสร้างประกอบด้วยสมาชิกสภาท้องถิ่นและคณะผู้บริหารมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน

(6) การขยายอำนาจการปกครองตนเองของประชาชนในท้องถิ่นโดยให้ประชาชนมีอำนาจเลือกตั้งและถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น

(7) กำหนดให้ประชาชน ในท้องถิ่นมีอำนาจเสนอร่างกฎหมายท้องถิ่น เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น

(8) การกำหนดให้การบริหารงานบุคคลของท้องถิ่นเป็นไปตามความต้องการและความเหมาะสมของแต่ละท้องถิ่น

(9) การกำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจหน้าที่ในการบำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น

(10) การกำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจหน้าที่ในการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม

การบัญญัติกฎหมายและการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเกี่ยวกับการจัดระเบียบบริหารท้องถิ่น ภายหลังการประกาศรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มีสาระสำคัญดังนี้

(1) พระราชบัญญัติที่ตราขึ้นเพื่อจัดระเบียบบริหารราชการในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใหม่ ยกเลิกการจัดระเบียบบริหารราชการแบบเดิม ซึ่งมีปัญหาด้านโครงสร้างที่ไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย และมีปัญหาด้านอื่นๆ อันทำให้ไม่สามารถดำเนินกิจการท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่

- พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540

- พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. 2542

- พระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงฐานะของสุขาภิบาลเป็นเทศบาล พ.ศ. 2542

(2) พระราชบัญญัติที่ตราขึ้น เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติที่ใช้จัดระเบียบบริหารราชการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ เพื่อให้การจัดระเบียบขององค์กรนั้นๆ สอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ได้แก่

- พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2542

- พระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2542

- พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2542

- พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2542

(3) พระราชบัญญัติที่ตราขึ้นใหม่และแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติเดิม ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในการพัฒนาการกระจายอำนาจให้แก่ท้องถิ่น และส่งเสริมสิทธิ ตลอดจนการมีส่วนร่วมในการปกครองตนเองของประชาชนในท้องถิ่น โดยกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไข วิธีการ ในการกระจายอำนาจ และการใช้สิทธิการปกครองตนเองของประชาชนในท้องถิ่นตามหลักการที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ ได้แก่

- พระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. 2542

- พระราชบัญญัติว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2542

- พระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542

- พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542

- พระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2543

- พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2545

การปฏิรูปการบริหารท้องถิ่นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540

การปฏิรูปด้านโครงสร้างท้องถิ่น

การปฏิรูปการบริหารท้องถิ่นในด้านโครงสร้าง เป็นผลมาจากการที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 ได้บัญญัติหลักเกณฑ์ในการกำหนดโครงสร้างขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นใหม่ให้สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบการบริหารท้องถิ่นของไทย พอสรุปได้ 2 ประการ

1. การเปลี่ยนแปลงรูปแบบและจำนวนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ก่อนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศไทย มี 6 รูปแบบ ดังนี้

(1) องค์การบริหารส่วนจังหวัด

(2) เทศบาล

(3) สุขาภิบาล

(4) องค์การบริหารส่วนตำบล

(5) กรุงเทพมหานคร

(6) เมืองพัทยา

และได้มีการประกาศพระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงฐานะของสุขาภิบาลเป็นเทศบาล พ.ศ. 2542 เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2542 เป็นผลให้รูปแบบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทยลดลงเหลืออยู่เพียง 5 รูปแบบ



2. การปรับปรุงโครงสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ก่อนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 โครงสร้างหลักขององค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา มีลักษณะเดียวกันคือประกอบด้วยฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร ซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญใหม่ แต่สุขาภิบาลมีโครงสร้างประกอบด้วยองค์กรเดียว คือ คณะกรรมการสุขาภิบาล ทำหน้าที่ทั้งด้านนิติบัญญัติและบริหาร จึงไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ และในที่สุดก็ถูกยุบเลิกไปเมื่อปี พ.ศ. 2542

การเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบต่างๆ ภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 มีสาระสำคัญพอสรุปได้ดังนี้

2.1 องค์การบริหารส่วนจังหวัด

เดิมจัดตั้งตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด พ.ศ. 2498 ประกอบด้วยสภาจังหวัด ทำหน้าที่ด้านนิติบัญญัติ มีจำนวนสมาชิก 18/24/30/36 คน ทั้งนี้เป็นไปตามเกณฑ์จำนวนราษฎร มาจากการเลือกตั้งของประชาชน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี และผู้ว่าราชการจังหวัดดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายบริหาร

ภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 มีโครงสร้างประกอบด้วย สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด ทำหน้าที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง มีวาระดำรงตำแหน่ง 4 ปี มีจำนวนสมาชิก 24/30/36/42/48 คน ตามเกณฑ์จำนวนราษฎร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด มีรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด เป็นผู้ช่วยในการบริหารงาน ทั้งนี้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดที่มีสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด จำนวน 24 หรือ 30 คน มีรองนายกฯ ได้ 2 คน ถ้ามีสมาชิกสภาฯ 36 หรือ 42 คน มีรองนายกฯ 3 คน และถ้ามีสภาฯ ขนาดใหญ่ มีสมาชิก 48 คน มีรองนายกฯ 4 คน

องค์การบริหารส่วนจังหวัด

ตามพระราชบัญญัติฯ พ.ศ. 2498

สภาจังหวัด

ผู้ว่าราชการจังหวัด

สมาชิกสภาจังหวัด

ที่ราษฎรเลือกตั้ง

18/24/30/36 คน

(วาระ 5 ปี)

องค์การบริหารส่วนจังหวัด

ตามพระราชบัญญัติฯ พ.ศ. 2540

สภาองค์การบริหาร

ส่วนจังหวัด

สมาชิกสภาจังหวัด

ที่ราษฎรเลือกตั้ง

24/30/36/42/48 คน

(วาระ 4 ปี)

นายกองค์การบริหาร

ส่วนจังหวัด

และ

รองนายกองค์การฯ

2/3/4 คน






















2.2 เทศบาล มีโครงสร้างใกล้เคียงกับโครงสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่รัฐธรรมนูญกำหนดมาก

เทศบาล

รูปแบบคณะเทศมนตรี

สภาเทศบาล

คณะเทศมนตรี

สมาชิกที่ราษฎรเลือกตั้ง

-เทศบาลตำบล 12 คน

-เทศบาลเมือง 18 คน

-เทศบาลนคร 24 คน

(วาระ 4 ปี)

-นายกเทศมนตรี

-เทศมนตรี

เทศบาลตำบลไม่เกิน 2 คน

เทศบาลเมืองไม่เกิน 3 คน

เทศบาลนครไม่เกิน 4 คน

เทศบาล

รูปแบบนายกเทศมนตรี

สภาเทศบาล

สมาชิกที่ราษฎรเลือกตั้ง

-เทศบาลตำบล 12 คน

-เทศบาลเมือง 18 คน

-เทศบาลนคร 24 คน

(วาระ 4 ปี)



นายกเทศมนตรี

และ

รองนายกเทศมนตรี

เทศบาลตำบลไม่เกิน 2 คน

เทศบาลเมืองไม่เกิน 3 คน

เทศบาลนครไม่เกิน 4


























2.3 องค์การบริหารส่วนตำบล

องค์การบริหารส่วนตำบล (2537)

องค์การบริหารส่วนตำบล (2542)

สภา อบต.

สมาชิก

โดยตำแหน่ง

สมาชิกโดยการเลือกตั้ง

กรรมการโดยมติสภาฯ

สภา อบต.



กรรมการโดยตำแหน่ง

คณะกรรมการบริหาร อบต.

ประธานกรรมการบริหาร

และ

กรรมการบริหาร 2 คน

สมาชิกที่ราษฎรเลือกตั้งหมู่บ้านละ 2 คน

(1 หมู่บ้าน มีสมาชิกได้ 6 คน)

(2 หมู่บ้าน มีสมาชิกหมู่ละ 3 คน)

คณะกรรมการบริหาร อบต.
















กำนัน

- ผู้ใหญ่บ้าน

ไม่เกิน 2 คน

- สมาชิก

สภาฯ

โดยการเลือกตั้ง

ไม่เกิน 4 คน

หมู่บ้านละ 2 คน

-กำนัน

-ผู้ใหญ่บ้าน

-แพทย์

ประจำตำบล



















2.4 เมืองพัทยา ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. 2521 เมืองพัทยาจัดองค์การแบบผู้จัดการนคร สภาเมืองพัทยาประกอบด้วยสมาชิกสภาเมืองพัทยา 2 ประเภท รวม 17 คน ดังนี้

(1) สมาชิกโดยการเลือกตั้งของราษฎรในเขตเมืองพัทยา จำนวน 9 คน

(2) สมาชิกโดยการแต่งตั้ง จำนวน 8 คน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้แต่งตั้งจาก

- สาขาอาชีพต่างๆ จำนวน 4 คน

- ตัวแทนหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง จำนวน 4 คน

โครงสร้างเมืองพัทยา ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. 2542 ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ได้ยกเลิกการจัดโครงสร้างแบบผู้จัดการนคร และใช้โครงสร้างแบบสภา – นายกเทศมนตรี ประกอบด้วย ฝ่ายนิติบัญญัติ คือ สภาเมืองพัทยา ซึ่งมีสมาชิก 24 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน และฝ่ายบริหาร คือ นายกเมืองพัทยา มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนเช่นเดียวกัน

การปฏิรูปด้านอำนาจท้องถิ่น

องค์ประกอบที่สำคัญของการบริหารท้องถิ่นตามระบอบประชาธิปไตย คือ อำนาจอิสระในการปกครองตนเองของท้องถิ่น

1. อำนาจท้องถิ่นกับอำนาจรัฐบาล

การทำให้ท้องถิ่นมีอำนาจอิสระในการปกครองตนเองของท้องถิ่นของตนเองเพิ่มขึ้นนั้น จะต้องดำเนินการปรับปรุงด้านอำนาจ 2 ประการ ดังนี้

(1) การลดอำนาจส่วนกลาง การลดอำนาจส่วนกลางกระทำได้ 2 ลักษณะ คือ

- จำกัดอำนาจของส่วนกลางไม่ให้เข้าไปควบคุม ก้าวก่าย หรือแทรกแซงการบริหารงานของท้องถิ่นมากจนเกินไปจนทำให้ท้องถิ่นขาดอิสระ

- ลดอำนาจหน้าที่ของส่วนกลาง ให้มีอำนาจหน้าที่เฉพาะในกิจการที่มีความจำเป็นต้องดำเนินการโดยองค์กรของรัฐในส่วนกลาง กิจการใดที่สมควรให้ท้องถิ่นดำเนินการ ก็กระจายอำนาจและหน้าที่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินการบนพื้นฐานเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่นนั้น

(2) การเพิ่มอำนาจท้องถิ่น การเพิ่มอำนาจของท้องถิ่นให้มากขึ้นกระทำได้ใน 2 ลักษณะ คือ

- เพิ่มอำนาจอิสระของท้องถิ่น ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถบริหารและดำเนินกิจการชองท้องถิ่นได้อย่างเป็นอิสระตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือการเปลี่ยนแปลงระบบบริหารงานบุคคลของท้องถิ่น ซึ่งทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเป็นอิสระในการบริหารงานบุคคลของตนเองมากขึ้น

- เพิ่มอำนาจหน้าที่ท้องถิ่น ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบกิจการที่ควรอยู่ในอำนาจหน้าที่ของท้องถิ่น ทำให้การดำเนินกิจการสาธารณะในท้องถิ่นเป็นไปตามความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น

2. การปรับปรุงอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

อำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่ท้องถิ่น พ.ศ. 2542

อำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร

อำนาจฯ ของเทศบาล เมืองพัทยา องค์การบริหารส่วนตำบล



อำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด

1. การจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง

2. การจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำ และทางระบายน้ำ

3. การจัดให้มีและควบคุมตลาด ท่าเทียบเรือ ท่าข้าม และที่จอดรถ

4. การสาธารณูปโภคและการก่อสร้างอื่นๆ

5. การสาธารณูปการ

6. การส่งเสริมการฝึก และการประกอบอาชีพ

7. การพาณิชย์ และการส่งเสริมการลงทุน

8. การส่งเสริมการท่องเที่ยว

9. การจัดการศึกษา

10. การสังคมสงเคราะห์ และการพัฒนาคุณภาพชีวิต เด็ก สตรี คนชรา และผู้ด้อยโอกาส

11. การบำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และ วัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น

12. การปรับปรุงแหล่งชุมชนแอดอัดและการจัดการเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย

13. การจัดให้มีและบำรุงรักษาสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ

14. การส่งเสริมกีฬา

15. การส่งเสริมประชาธิปไตย ความเสมอภาค และสิทธิเสรีภาพของประชาชน



1. การจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง และประสานการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

2. การสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นในการพัฒนาท้องถิ่น

3. การประสานและให้ความร่วมมือในการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

4. การแบ่งสรรเงินซึ่งตามกฎหมายจะต้องแบ่งให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

5. การคุ้มครอง ดูแล และบำรุงรักษาป่าไม้ ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

6. การจัดการศึกษา

7. การส่งเสริมประชาธิปไตย ความเสมอภาค และสิทธิเสรีภาพของประชาชน

8. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของราษฎรในการพัฒนาท้องถิ่น

9. การส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม

10. การจัดตั้งและดูแลระบบบำบัดน้ำเสียรวม

11. การกำจัดขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลรวม

12. การจัดการสิ่งแวดล้อมและมลพิษต่างๆ

อำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร

อำนาจฯ ของเทศบาล เมืองพัทยา องค์การบริหารส่วนตำบล



อำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด

16. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของราษฎรในการพัฒนาท้องถิ่น

17. การรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง

18. การกำจัดมูลฝอย สิ่งปฏิกูล และน้ำเสีย

19. การสาธารณสุข การอนามัยครอบครัว และการรักษาพยาบาล

20. การจัดให้มีและความคุมสุสาน และฌาปนสถาน

21. การควบคุมการเลี้ยงสัตว์

22. การจัดให้มีและควบคุมการฆ่าสัตว์

23. การรักษาความปลอดภัย ความเป็นระเบียบเรียบร้อย และการอนามัย โรงมหรสพ และสาธารณสถานอื่นๆ

24. การจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากป่าไม้ ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

25. การผังเมือง

26. การขนส่งและการวิศวกรรมจราจร

27. การดูแลรักษาที่สาธารณะ

28. การควบคุมอาคาร

29. การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

30. การรักษาความสงบเรียบร้อย การส่งเสริมและสนับสนุนการป้องกันและรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

31. กิจการอื่นใดที่เป็นผลประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด





13. การจัดการและดูแลสถานีขนส่งทางบกและทางน้ำ

14. การส่งเสริมการท่องเที่ยว

15. การพาณิชย์ การส่งเสริมการลงทุน และการทำกิจการ ไม่ว่าจะดำเนินการเองหรือร่วมกับบุคคลอื่นหรือจากสหการ

16. การสร้างและบำรุงรักษาทางบกและทางน้ำที่เชื่อมต่อระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

17. การจัดตั้งและดูแลตลาดกลาง

18. การส่งเสริมกีฬา จารีตประเพณี และวัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่น

19. การจัดให้มีโรงพยาบาลจังหวัด การรักษาพยาบาล การป้องกัน และควบคุมโรคติดต่อ

20. การจัดให้มีพิพิธภัณฑ์และหอจดหมายเหตุ

21. การขนส่งมวลชนและการวิศวกรรมจราจร

22. การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

23.การจัดให้มีระบบรักษาความสงบเรียบร้อยในจังหวัด

24. จัดทำกิจการใดอันเป็นอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นที่อยู่ในเขตและกิจการนั้นเป็นการสมควรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นร่วมดำเนินการหรือให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดจัดทำ ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

25. สนับสนุนหรือช่วยเหลือส่วนราชการ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นในการพัฒนาท้องถิ่น

26. การให้บริการแก่เอกชน ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น

27. การสังคมสงเคราะห์ และการพัฒนาคุณภาพชีวิต เด็ก สตรี คนชรา และผู้ด้อยโอกาส



อำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร

อำนาจฯ ของเทศบาล เมืองพัทยา องค์การบริหารส่วนตำบล



อำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด





28.จัดทำกิจการอื่นใดตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด

29.กิจการอื่นใดที่เป็นผลประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด





การปฏิรูปด้านสิทธิของพลเมืองท้องถิ่น

ปัจจัยสำคัญที่สุดในการดำเนินการบริหารท้องถิ่น คือการมีส่วนร่วมของประชาชน เมื่อรัฐบาลกระจายอำนาจให้ประชาชนในท้องถิ่นปกครองตนเอง อำนาจท้องถิ่นย่อมเป็นของประชาชน พลเมืองท้องถิ่นย่อมมีสิทธิที่จะกำหนดทิศทางและวิถีชีวิตของท้องถิ่นตน อำนาจปกครองตนเองของประชาชนที่เห็นเป็นรูปธรรมมากที่สุด ได้แก่ อำนาจในการกำหนดตัวบุคคลที่จะเป็นผู้ใช้อำนาจของท้องถิ่นแทนประชาชน ซึ่งออกมาในรูปแบบของการมีสิทธิเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น ภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญสิทธิในการบริหารท้องถิ่นของพลเมืองท้องถิ่น มีสาระสำคัญดังนี้

1. สิทธิเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 ได้บัญญัติเรื่องที่มาของสมาชิกสภาท้องถิ่นและคณะผู้บริหารท้องถิ่นไว้ใน มาตรา 285 โดยกำหนดให้สมาชิกสภาท้องถิ่นต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน หรือมาจากความเห็นชอบของสภาท้องถิ่น

2. สิทธิในการถอดถอน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 มาตรา 286 บัญญัติไว้ว่า “ราษฎรผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใด มีจำนวนไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาลงคะแนนเสียง เห็นว่าสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นผู้ใดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ไม่สมควรดำรงตำแหน่งต่อไป ให้สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นผู้นั้นพ้นจากตำแหน่ง ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ”

นอกจากนั้นได้มีการประการพระราชบัญญัติว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2542 การกำหนดวิธีและขั้นตอนการลงคะแนนเสียงถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น รวมทั้งวิธีการพิจารณาคัดค้านการลงคะแนนเสียง ซึ่งสามารถพิจารณารายละเอียดได้ดังนี้

(1) ประชาชนเห็นว่าสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นคนใดไม่สมควรดำรงตำแหน่งต่อไป จะต้องเข้าชื่อร้องขอต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อดำเนินการให้มีการลงคะแนนเสียงถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น จะต้องถือตามเกณฑ์จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังต่อไปนี้

- ในกรณีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่เกินจำนวน 100,000 คน จะต้องมีผู้เข้าชื่อไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น

- ในกรณีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 100,000 – 500,000 คน จะต้องมีผู้เข้าชื่อไม่น้อยกว่า 20,000 คน ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น

- ในกรณีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 500,000 – 1,000,000 คน จะต้องมีผู้เข้าชื่อไม่น้อยกว่า 20,000 คน ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น

- ในกรณีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 1,000,000 คนขึ้นไป จะต้องมีผู้เข้าชื่อไม่น้อยกว่า 30,000 คนของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น

(2) ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในท้องถิ่น ลงคะแนนเสียงเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบการถอดถอนด้วยวิธีการลงคะแนนเสียงโดยตรงและลับ

(3) หากมีผู้ใช้สิทธิลงคะแนนเสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงทั้งหมดในท้องถิ่นนั้นให้การเข้าชื่อถอดถอนบุคคลนั้นเป็นอันตกไป และจะร้องขอให้มีการลงคะแนนถอดถอนบุคคลนั้นด้วยเหตุผลเดิมไม่ได้อีก

(4) หากมีผู้มาใช้สิทธิเกินกึ่งหนึ่ง และผู้มาลงคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 เห็นว่าควรถอดถอนบุคคลนั้นก็ให้บุคคลดังกล่าวพ้นจากตำแหน่งไปนับตั้งแต่วันลงคะแนน

3. สิทธิในการเสนอร่างกฎหมาย

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 ได้กำหนดให้ประชาชนในท้องถิ่นมีสิทธิเสนอร่างกฎหมายท้องถิ่นได้ ดังได้บัญญัติไว้ใน มาตรา 287 ว่า “ราษฎรผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กาปกครองส่วนท้องถิ่นใดมีจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กาปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานสภาท้องถิ่นเพิ่อให้สภาท้องถิ่นพิจารณาออกข้อบัญญัติท้องถิ่นได้”

เพื่อดำเนินการตามบทบัญญัติข้างต้น จึงมีการตรา พระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ.2552 กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการใช้สิทธิของพลเมืองท้องถิ่นดังกล่าว พอสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

(1) ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าชื่อกันไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมดในท้องถิ่นนั้นร้องขอต่อประธานสภาท้องถิ่น เพื่อจัดดำเนินการให้สภาท้องถิ่นพิจารณาออกข้อบัญญัติท้องถิ่น

(2) ผู้ที่ร้องขอต้องจัดทำร่างข้อบัญญัติท้องถิ่น ที่มีรายละเอียดพอสมควร พร้อมทั้งเสนอเหตุผลในการร้องขอให้มีการตราข้อบัญญัติท้องถิ่นดังกล่าวมาพร้อมกับการร้องขอด้วย

(3) ผู้ที่เข้าชื่อกันเสนอร่างข้อบัญญัติท้องถิ่น ต้องกำหนดรายชื่อผู้เข้าแทนของตนที่ได้รับมอบหมายให้มีอำนาจการดำเนินการต่าง ๆอันเกี่ยวกับการเสนอและการพิจารณาร่างข้อบัญญัติท้องถิ่นที่ได้เสนอให้สภาท้องถิ่นพิจารณา

(4) สภาท้องถิ่นรับร่างข้อบัญญัติท้องถิ่นดังกล่าวมาพิจารณาตามกระบวนการพิจารณาร่างข้อบัญญัติท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น

4. สิทธิในการเลือกรูปแบบการบริหาร

พระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2543 ได้กำหนดให้ประชาชนในเขตเทศบาลมีสิทธิที่จะเลือกรูปแบบการบริหารเทศบาลของตนเอง ซึ่งไม่มีประชาชนในท้องถิ่นอื่นใดมีสิทธิดังกล่าวนี้ การเลือกรูปแบบการบริหารเทศบาลนั้น หมายถึง การเลือกใช้รูปแบบการบริหารระหว่าง รูปแบบคณะเทศมนตรี อันเป็นการจัดรูปแบบการบริหารแบบเดิม มีคณะผู้บริหาร คือ คณะเทศมนตรีที่มาจากความคิดเห็นชอบของสภาเทศบาลกับรูปแบบนายกเทศมนตรีซึ่งเป็นการจัดรูปแบบการบริหารแบบใหม่ ยังไม่เคยนำมาใช้ในการบริหารเทศบาลมาก่อน เป็นรูแบบที่มีผู้บริหาร คือ นายกเทศมนตรี มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนในเขตเทศบาล

ทั้งนี้ ได้มีการกำหนดไว้ในมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 (แก้ไขเพิ่มเติมถึง ฉบับที่ 11 พ.ศ. 2543) ว่า “เทศบาลแห่งใดจะมีการบริหารในรูปแบบคณะเทศมนตรีหรือนายกเทศมนตรี ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนในเขตเทศบาลแต่ละแห่ง ตามวิธีการที่กำหนดไว้ในบทบัญญัติมาตรานี้”

สำหรับขั้นตอนและวิธีการในการทำประชามติเพื่อเลือกรูปแบบการบริหารเทศบาล พอสรุปได้ ดังนี้

(1) ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกเทศบาลในเขตเทศบาล จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลในเขตเทศบาลนั้น มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อให้จัดทำประชามติในเขตเทศบาลนั้น

(2) การร้องขอให้ทำประชามติ ต้องเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อนครบวาระของสภาเทศบาลที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในขณะนั้น ไม่น้อยกว่าสามร้อยหกสิบวัน

(3) การร้องขอให้ทำประชามติจะกระทำในวาระของสภาเทศบาลหนึ่งได้เพียงครั้งเดียว

(4) ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ ได้แก่ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลในเขตเทศบาลนั้น

(5) ผลของประชามติให้นำมาใช้เมื่อมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลเป็นการทั่วไปในคราวถัดไปจากวันที่มีการออกเสียงประชามติ

(6) ให้ใช้รูปแบบการบริหารตามผลประชามตินั้นตลอดไปจนกว่าจะมีการออกเสียงประชามติในเขตเทศบาลนั้นให้เปลี่ยนแปลงรูปแบบบริหารเทศบาลเป็นอย่างอื่น

การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่นของไทย

การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน

1. วิวัฒนาการของการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน

1.1 การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินในสมัยสุโขทัย การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินในสมัยสุโขทัย เป็นไปตามประเพณีการปกครองแบบพ่อปกครองลูก อยู่ในความปกครองของพ่อเมือง การจัดระเบียบบริหารเมืองต่างๆ พระมหากษัตริย์ทรงอำนวยการปกครองอาณาจักรสุโขทัย จัดระเบียบเมืองต่างๆ ในพระราชอาณาเขต แบ่งเป็นราชธานีเป็นศูนย์กลางในการปกครองราชอาณาจักร หัวเมืองชั้นในหรือเมืองลูกหลวงตั้งอยู่ล้อมรอบราชธานี มีพระบรมวงศานุวงศ์เป็นผู้ดูแล ภายใต้การอำนวยการปกครองของพระมหากษัตริย์ หัวเมืองชั้นนอกหรือเมืองพระยามหานคร เป็นเมืองใหญ่ที่ตั้งอยู่ห่างจากราชธานีออกไป มีพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งเป็นผู้ปกครองเมือง มีอำนาจอิสระในการบริหารและมีอำนาจเหนือเมืองเล็กๆ ที่อยู่ใกล้ๆกันด้วย แต่จะต้องขึ้นกับสุโขทัยโดยต้องส่งส่วยและเกณฑ์กำลังไพร่พลไว้คอยช่วยเหลือเมืองหลวง ลักษณะเช่นนี้ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่ามีการกระจายอำนาจในประเทศไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัย

1.2 การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินในสมัยอยุธยา อาณาจักรอยุธยาในระยะแรกจัดระเบียบบ้านเมืองคล้ายกับอาณาจักรสุโขทัย คือแบ่งเป็นราชธานี ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการปกครองราชอาณาจักร หัวเมืองชั้นในหรือเมืองหลวง หัวเมืองชั้นนอกหรือเมืองพระยามหานคร และเมืองประเทศราช

ต่อมาอาณาจักรอยุธยาขยายตัวกลายเป็นอาณาจักรขนาดใหญ่ มีโครงสร้างที่ซับซ้อนกว่าเดิม การจัดระเบียบบ้านเมืองมีลักษณะการรวมอำนาจที่รัดกุมและแน่นแฟ้นกว่าสมัยสุโขทัยเป็นอย่างมาก เนื่องจากอยุธยามีอำนาจแข็งแกร่ง สามารถแผ่ขยายอิทธิพลครอบคลุมทั้งอาณาจักร

1.3 การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินในสมัยธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงจัดการปกครองเช่นเดียวกับสมัยอยุธยา คือมีกรุงธนบุรี เป็นราชธานี เป็นศูนย์กลางอำนาจการปกครอง จัดลำดับหัวเมืองเป็นเมืองชั้นเอก โท ตรี จัตวา เมืองชั้นในใกล้ราชธานี มีเจ้าเมืองเป็นหัวหน้า อยู่ภายใต้การควบคุมของราชธานี หัวเมืองชั้นนอกเจ้าเมืองซึ่งแต่งตั้งจากพระราชวงศ์เป็นผู้ปกครองดูแล เมืองประเทศราชปกครองตนเองอย่างเป็นอิสระแต่ต้องส่งเครื่องราชบรรณาการ ส่งส่วย และส่งกำลังทหารมาช่วยรบเมื่อเมืองหลวงต้องการ

1.4 การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น การปกครองบ้านเมืองไม่แตกต่างจากสมัยอยุธยา และธนบุรีมากนัก พระมหากษัตริย์ทรงมีอำนาจเด็ดขาดทรงเป็นทั้งประมุขแห่งราชอาณาจักร อาณาจักรรัตนโกสินทร์ มีกรุงเทพฯ เป็นราชธานีจัดระบบหัวเมืองชั้นใน หัวเมืองชั้นนอก และเมืองประเทศราชเช่นเดียวกับระบบที่ใช้ในสมัยอยุธยา

1.5 การปฎิรูประบบการบริหารราชการแผ่นดินในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีสาระสำคัญพอสรุปได้ดังนี้

(1) ทรงจัดระเบียบบริหารราชการส่วนกลางโดยจัดตั้งหน่วยงานเพิ่มจากเดิมที่มี 6 กรม เป็น 12 กรม ซึ่งต่อมาเรียกว่ากระทรวง

(2) ทรงจัดระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาค ซึ่งเรียกว่า ระบบเทศาภิบาล หน่วยราชการบริหารในระบบเทศาภิบาล ได้แก่ มณฑล เมือง อำเภอ

(3) ทรงจัดระเบียบการปกครองท้องที่ โดยกำหนดให้บ้านหลายบ้านรวมเป็นหมู่บ้าน มีผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้ปกครอง และหลายหมู่บ้านรวมกันเป็นตำบล มีกำนันเป็นผู้ปกครอง

(4) ทรงริเริ่มจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น มีการกระจายอำนาจให้ราษฎรในท้องถิ่นที่มีความพร้อมที่จะปกครองตนเอง

1.6 การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินในสมัยประชาธิปไตย ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ จัดระเบียบกลไกการใช้อำนาจรัฐ และประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบราชการบริหารแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2476 จัดระเบียบบริหารราชการเป็น 3 ส่วน คือ

(1) ส่วนกลาง ประกอบด้วย กระทรวง และกรม

(2) ส่วนภูมิภาค ประกอบด้วย จังหวัด และอำเภอ

(3) ส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วย เทศบาล 3 ชั้น คือ เทศบาลนคร เทศบาลเมือง และเทศบาลตำบล









2. การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534

2.1 การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง การบริหารราชการส่วนกลางเป็นการใช้อำนาจบริหารแบบรวมอำนาจ การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนกลางประกอบด้วยส่วนราชการ ดังนี้

• สำนักนายกรัฐมนตรี (มีฐานะเป็นกระทรวง)

• กระทรวง หรือทบวงซึ่งมีฐานะเทียบเท่ากระทรวง

• ทบวง ซึ่งสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีหรือกระทรวง

• กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ซึ่งสังกัดหรือไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวง

ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 ได้จัดแบ่ง กระทรวง และส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกระทรวง รวม 20 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงกลาโหม กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธรณสุข และกระทรวงอุตสาหกรรม

กระทรวงหนึ่งๆมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและกำหนดนโยบายของกระทรวงให้สอดคล้องกับนโยบายที่คณะรัฐมนตรีกำหนดหรืออนุมัติและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของกระทรวง และจะให้มีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเป็นผู้ช่วยสั่งและปฏิบัติราชการก็ได้ ให้มีปลัดกระทรวงมีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมราชการประจะในกระทรวง เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการประจำในกระทรวงจากรับมนตรี โดยมีรองปลัดกระทรวงหรือผู้ช่วยปลัดกระทรวงเป็นผู้ช่วยสั่งการและปฏิบัติราชการแทน

2.2 การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาค การบริหารราชการส่วนภูมิภาคเป็นการบริหารราชการตามหลักการแบ่งอำนาจโดยส่วนกลางแบ่งอำนาจในการบริหารราชการให้แก่ภูมิภาค

จังหวัด เป็นหน่วยราชการที่ปกครองส่วนภูมิภาคที่ใหญ่ที่สุด มีฐานะเป็นนิติบุคคลประกอบขึ้นด้วยอำเภอหลายอำเภอหลาย อำเภอ การตั้ง ยุบและเปลี่ยนแปลงเขตจังหวัด ให้ตราเป็นกฎหมายพระราชบัญญัติ ในจังหวัดหนึ่ง ๆ มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้รับนโยบายและคำสั่งจากนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาล คณะรัฐมนตรี กระทรวง และกรม มาปฏิบัติการให้เหมาะสมกับท้องที่และประชาชนและเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดในบรรดาข้าราชการฝ่านบริหารส่วนภูมิภาคในเขตจังหวัดที่รับผิดชอบ อาจจะมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดหรือ ผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งสังกัดกระทรวงมหาดไทย ให้แบ่งส่วนราชการของจังหวัด ดังนี้

(1) สำนักงานจังหวัด มีหน้าที่เกี่ยวกับราชการทั่วไปและการวางแผนพัฒนาจังหวัดของจังหวัดนั้นมีหัวหน้าสำนักงานจังหวัดเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของสำนักงานจังหวัด

(2) ส่วนต่าง ๆ ซึ่งกระทรวง ทบวง กรม ได้ตั้งขึ้น มีหน้าที่เกี่ยวกับราชการของกระทรวง ทบวง กรมนั้นๆ มีหัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัดนั้นๆเป็นผู้ปกครองบังคับบัญชารับผิดชอบ

อำเภอ เป็นหน่วยราชการบริหารส่วนภูมิภาครองจากจังหวัด แต่ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลเหมือนจังหวัด การจัดตั้ง ยุบเลิกและเปลี่ยนแปลงเขตอำเภอ กระทำได้โดยตราเป็น พระราชกฤษฎีกา มีนายอำเภอเป็นหัวหน้าปกครองบังคับบัญชาข้าราชการในอำเภอ และรับผิดชอบการบริหารราชการของอำเภอ นายอำเภอสังกัดกระทรวงมหาดไทย และให้มีปลัดอำเภอและหัวหน้าส่วนราชการประจำอำเภอซึ่งกระทรวงต่าง ๆส่งมาประจำให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ช่วยเหลือ การแบ่งส่วนราชการของอำเภอ มีดังนี้

(1) สำนักงานอำเภอ มีหน้าที่เกี่ยวกับราชการทั่วไปของอำเภอนั้น ๆ มีนายอำเภอเป็นผู้ปกครองบังคับบัญชาข้าราชการและรับผิดชอบ

(2) ส่วนต่าง ๆ ซึ่งกระทรวง ทบวง กรมได้ตั้งขึ้นในอำเภอนั้น มีหน้าที่เกี่ยวกับราชการของกระทรวง ทบวงกรมนั้น ๆ มีหัวหน้าส่วนราชการประจำอำเภอนั้น ๆ เป็นผู้ปกครองบังคับบัญชารับผิดชอบ

2.3 การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น มีดังนี้

(1) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป ประกอบด้วย 3 รูปแบบ

- องค์การบริหารส่วนจังหวัด

- เทศบาล

- องค์การบริหารตำบล

(2) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ประกอบด้วย 2 รูปแบบ

- กรุงเทพมหานคร

- เมืองพัทยา



การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น

1. การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่นในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงริเริ่มให้มีการจัดตั้งสุขาภิบาลกรุงเทพฯ และสุขาภิบาลท่าฉลอม ซึ่งเป็นก้าวแรกของการที่ประชาชนจะมีอำนาจบริหารท้องถิ่นของตนเองทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศพระราชบัญญัติจัดการสุขาภิบาลตามหัวเมือง ร.ศ. 127 การประกาศพระราชบัญญัติฉบับนี้มิได้มีเป้าหมายที่จะเร่งรัดให้มีการจัดตั้งสุขาภิบาล มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการที่จะใช้เป็นการทั่วไปสำหรับการจัดตั้งและดำเนินกิจการสุขาภิบาล แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

- สุขาภิบาลสำหรับเมือง จัดตั้งในท้องที่เมืองที่มีความเจริญมาก

- สุขาภิบาลสำหรับตำบล จัดตั้งในท้องที่มีลักษณะเป็นชุมชนหนาแน่น และมีความเจริญอยู่เฉพาะในตำบล

ใน พ.ศ. 2458 ได้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติจัดการสุขาภิบาลตามหัวเมือง ร.ศ. 127 โดยกำหนดให้สุขาภิบาลมีอำนาจหน้าที่เพิ่มขึ้น คือ จดทะเบียนคนเกิด คนตาย และการทะเบียนต่างๆ ในเขตสุขาภิบาล และได้แบ่งสุขาภิบาลเป็น 2 ประเภท

ประเภทแรก คือ สุขาภิบาลเมือง

ประเภทที่ 2 เรียกว่าสุขาภิบาลท้องที่

การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่นในลักษณะนี้ ได้ใช้ต่อเนื่องกันมาจนกระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475 และมีการจัดระเบียบบริหารราชแผ่นดินใหม่ใน พ.ศ. 2476

2. การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่นภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ได้มีประกาศใช้พระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พ.ศ. 2476 กำหนดให้มีการจัดการปกครองท้องถิ่นในรูปแบบเทศบาลทั่วทั้งประเทศ รัฐบาลมีความมุ่งหมายที่จะจัดตั้งเทศบาล คือ

- เทศบาลนคร จัดตั้งในเขตเมืองใหญ่

- เทศบาลเมือง จัดตั้งในเขตเมือง

- เทศบาลตำบล จัดตั้งในเขตตำบล

3. การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่นเต็มพื้นที่ประเทศ

ความพยายามที่จะจัดตั้งเทศบาลให้เต็มพื้นที่ของประเทศ โดยยกฐานะตำบลทั่วประเทศขึ้นเป็นเทศบาลไม่ประสบผลสำเร็จ ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ ในพ.ศ. 2495 รัฐบาลจึงหันมารื้อฟื้นกิจการสุขาภิบาลขึ้นใหม่และได้มีการตราพระราชบัญญัติสุขาภิบาล พ.ศ. 2495 หลังจากนั้นได้จัดตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัดขึ้นใน พ.ศ. 2498 เพื่อบริหารกิจการท้องถิ่นในพื้นที่นอกเขตเทศบาลและสุขาภิบาล การประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นผลให้มีการบริหารท้องถิ่นในพื้นที่ทั่วประเทศ ดังนี้

- เทศบาล บริหารท้องถิ่นเมืองและชุมชนที่มีความเจริญมาก

- สุขาภิบาล บริหารท้องถิ่นที่มีความเจริญพอสมควร

- องค์การบริหารส่วนจังหวัด บริหารท้องถิ่นนอกเขตเทศบาล และสุขาภิบาลในแต่ละจังหวัด

4. การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540

ใน พ.ศ. 2499 ได้มีการประกาศพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนตำบล พ.ศ. 2499 จัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลขึ้น ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 ก่อนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 ได้มีการประกาศจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล รวมทั้งสิ้น 6,397 แห่ง

การจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลทำให้ระบบการบริหารท้องถิ่นของประเทศไทยเปลี่ยนไปจากเดิม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละองค์กร ได้แก่ เทศบาล สุขาภิบาล และองค์การบริหารส่วนจังหวัด ต่างก็มีหน้าที่รับผิดชอบการบริหารท้องถิ่นในพื้นที่ของตนเองโดยไม่มีการซ้ำซ้อนกัน จนเมื่อมีการจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลขึ้น พื้นที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนจังหวัด จึงทำให้เกิดการซ้อนทับกัน 2 ระดับ

การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่นก่อนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 ประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนี้

(1) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป 4 รูปแบบ ได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล สุขาภิบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล

(2) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ 2 องค์กร ได้แก่ กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา

5. การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่นภายหลังการปฏิรูปการบริหารท้องถิ่นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540

การปรับปรุงการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่นในครั้งนี้ ทำให้มีการยุบเลิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไป 1 รูปแบบ คือ สุขาภิบาล ทำให้การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนี้

(1) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป 3 รูปแบบ ได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล

(2) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ 2 องค์กร ได้แก่ กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา

ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับราชการบริหารส่วนกลางและส่วนภูมิภาค

1. ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับราชการบริหารส่วนกลาง

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ได้กำหนดหลักการเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและส่วนกลางไว้ใหม่อย่างชัดเจน ดังนี้

- รัฐจะต้องให้ความเป็นอิสระแก่ท้องถิ่นตามหลักการปกครองตนเอง

- ท้องถิ่นที่ปกครองตนเองได้สิทธิจัดตั้งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

- การกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องทำเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

- องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบายและ การบริหารงานของตนเอง

-อำนาจและหน้าที่และสัดส่วนภาษีอากรระหว่างรัฐกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำหนดโดยคณะกรรมการที่เป็นไตรภาคี ประกอบด้วย ผู้แทนหน่วยราชการ ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและผู้ทรงคุณวุฒิ

- การบริหารงานบุคคลของท้องถิ่นเป็นไปตามความต้องการและความเหมาะสมของแต่ละท้องถิ่น

ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับราชการบริหารส่วนกลาง มีสาระสำคัญ ดังนี้

1. การจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

2. การกำหนดโครงสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

3. การกำหนดอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

4. การกำหนดรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

5. การบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

6. การดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

2. ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับราชการบริหารส่วนภูมิภาค

ราชการส่วนภูมิภาคเป็นการบริหารราชการตามหลักการแบ่งอำนาจโดยส่วนกลางแบ่งอำนาจในการบริหารราชการให้แก่ภูมิภาค คือ จังหวัด อำเภอ

หัวหน้าหน่วยราชการส่วนภูมิภาค ซึ่งมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบการบริหารราชการในพื้นที่จังหวัดและอำเภอตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ได้แก่ ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอ ซึ่งได้รับมอบหมายให้มีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

2.1 ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัดกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 กำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นในทั้งจังหวัด จึงเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการที่จะควบคุมดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกรูปแบบที่อยู่ในเขตพื้นที่ของจังหวัด ได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล รวมทั้งเมืองพัทยา ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่จังหวัดชลบุรี ก็อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีตามกฎหมายนี้

2.2 ความสัมพันธ์ระหว่างนายอำเภอกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 กำหนดให้นายอำเภอมีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นในอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนายอำเภอโดยตรง คือ องค์การบริหารส่วนตำบล นอกจากนี้นายอำเภอยังมีหน้าที่ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัดควบคุมดูแลเทศบาลตำบลที่อยู่ในพื้นที่อำเภอด้วย

ทำนายเลขบัตรประชาชน


ทำนายเลขบัตรประชาชน

ทํานายเลขบัตรประชาชน แบบที่ 1 : การดูเลขชีวิต

เลขรหัสบัตรประจำตัวประชาชนนั้นมี 13 ตัว แต่เราจะดูเลขตัวสุดท้าย คือการดูเลขชีวิตท่านว่าเป็นอย่างไรบ้าง
ตัวอย่าง :
เลขในบัตรประจำตัวประชาชนคือ 5 6485 54823 48 6 เลขตัวสุดท้ายคือเลข 6

ทํานายเลขบัตรประชาชน แบบที่ 2 : การดูเลขคู่ชีวิต

เลขรหัสบัตรประจำตัวประชาชนนั้นมี 13 ตัว แต่เราจะเอาเลข 3 ตัวสุดท้ายมารวมกัน..คือการดูเลขคู่ชีวิตท่านว่าเป็นอย่างไรบ้าง
ตัวอย่าง :
เลขในบัตรประจำตัวประชาชนคือ 5 6485 54823 48 6 เลข 3 ตัวสุดท้ายคือ 4+8+6=18( ได้ 18 นำ 1+8=9 )

ความหมายของเลขศาสตร์ ทํานายบัตรประจำตัวประชาชนมีดังนี้

หมายเลข 1
แสดงถึงความเด็ดเดี่ยว กล้าทำ กล้าแสดงออก เป็นผู้นำในหน้าที่การงาน อยู่ในจำพวกแนวหน้า และบางครั้งถูกคนอื่นมาขอความช่วยเหลือทั้งทรัพย์สินเงินทอง และคำปรึกษาอยู่ตลอดเวลา จนทำให้ไม่เป็นตัวของตัวเองเท่าที่ควร แต่หากไม่พอใจใครแล้ว เขาจะไม่สนใจเลยเด็ดขาด เป็นจำพวกหยิ่งในศักดิ์ศรีฆ่าได้หยามไม่ได้ไม่ยอมก้มหัวเพื่อลดศักดิ์ศรีให้ใคร หากจำเป็นจริงๆ ยอมให้ได้เพียงกายเท่านั้น จะมีนิสัยละเอียดอ่อนในเรื่องความรัก ยอมหมดเปลืองเท่าไหร่ก็ยอมเพื่อความรักในอนาคตหากเป็นนักธุรกิจ จะประสบความสำเร็จ และสามารถทำงานได้ดีทุกแขนง

หมายเลข 2
แสดงถึงความสำเร็จ ความอบอุ่น จากมิตร-บริวาร แต่บางครั้งไม่ค่อยมีความเด็ดขาดไปบ้าง เป็นคนที่ไม่ชอบอยู่คนเดียว หากจะลงทุนทำธุรกิจถ้าได้ร่วมทำกับคนอื่นจะดีกว่าทำคนเดียว จะมีเสน่ห์กับเพศตรงข้าม เป็นที่รักใคร่ของเหล่าเพื่อนฝูง แต่บางครั้งจะโดนอิจฉาอยู่บ่อยๆ เพราะเสน่ห์ดีเกินไป ตามเลขศาสตร์บ่งบอกว่าหากจะให้ ทำงานสำเร็จ โด่งดัง มีชื่อเสียง จะต้องทำงานร่วมกับคู่ครองตนเอง วัยกลางคนจะได้มีความสุขกับครอบครัวฐานะดีมีความสบายตามลำดับ

หมายเลข 3
แสดงถึงความทุกข์ใจ จะมีปัญหาเรื่องต่างๆ ผ่านเข้ามาในชีวิตอยู่เรื่อยๆ หากจิตใจไม่เข้มแข็งจะทำให้ ทุกข์ใจไม่สบายกายอยู่เรื่อยไป และจะต้องเพิ่มการเอาใจใส่คู่ครอง และครอบครัวให้มากกว่าเดิม ระวังจะมีปัญหากับบุคคลที่ 3 เข้ามาสร้างความแตกแยกในครอบครัว ( หมายเลข 3 นี้เป็นเลขแห่ง เงารัก เงาร้าง ) ถ้าจะลงทุนทำธุรกิจ ไม่ควรที่จะร่วมหุ้นหรือไว้ใจบริวารให้มากนัก อย่าเป็นนักบุญให้ผู้อื่นจนเกิดเป็นความทุกข์ให้กับตนเอง และหากช่วยเหลือใครแล้ว จะหวังผลคืนได้ยาก เพราะหมายเลข 3 เป็นเลขของผู้ให้ๆ อย่างเดียว แต่เมื่อผ่านปัญหาทั้งปวงไปแล้วอีกไม่นาน จะมีความสุขความสบายกับครอบครัว

หมายเลข 4
แสดงถึงเลขแห่งจักรพรรดิ จะมีคนคอยเป็นห่วง จะเป็นที่รักใคร่ของผู้สูงอายุ แต่จะมีความเหน็ดเหนื่อยมากอยู่เหมือนกัน เพราะคำว่า "แม่ทัพ" ก็รู้ความหมายอยู่แล้ว ไม่มีแม่ทัพคนใดไม่มีผลงานแล้วจะได้เป็นแม่ทัพหรอกน่ะ แต่หมายเลข 4 เป็นเลขแห่งความสำเร็จ ความยิ่งใหญ่ ความก้าวหน้า ความท้าทาย หากจะให้มีความเจริญ ก้าวหน้าเร็วๆ ก็ต้องกล้าทำ กล้าแสดงออก กล้าตัดสินใจ แต่ระวังจะมีเพศตรงข้ามหลงรัก และเข้ามาขอสวามิภักดิ์ด้วย และไม่ต้องเป็นห่วงจะทำอะไรก็จะมีคนคอย สรรเสริญเยินยอ แต่ก่อนที่จะมีการเยินยอก็จะมีการติฉินนินทาก่อน หากอดทนไม่สนใจ ไม่แคร์ความรู้สึกของคนอื่นได้ละก็ชีวิตนี้รวยใจสบายกายอย่างแน่นอน

หมายเลข 5
แสดงถึงเลขแห่งเวทมนต์ และเสน่ห์หากับเพศทั่วไป มีความหยิ่งทะนงในตัวเอง ยอมก้มหัวให้ผู้อื่นได้แค่กายแต่ใจนั้นไม่ยอมใคร เป็นที่ปรึกษาผู้อื่นได้ดี แต่ตนเองยาม เดือดร้อนหาใครช่วยปรึกษาด้วยนั้นช่างยากมาก เพราะหมายเลข 5 จะมีความสบายกายแต่ทุกข์ใจอยู่เรื่อยเพราะคิดมากจนเกินเหตุ และจะเป็นที่รักใคร่ของญาติมิตร หากดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับเอกสารจะประสบความสำเร็จดี มีชื่อเสียง แต่ไม่ว่างานด้านไหนๆ หมายเลข 5 ทำได้หมด แต่จะต้องมีเวลาให้กับเรื่องส่วนตัวบ้าง เช่น เรื่อง ความรักอย่าปล่อยให้นานเกินไป จะได้พึ่งพาอาศัยบุตร-บริวารในภายภาคหน้า จะมีความพอดีกับชีวิต เกิดความสุขตลอดกาล

หมายเลข 6
แสดงถึงคนที่มีดีอยู่ในตัวแต่ไม่ค่อยยอมนำออกมาใช้ให้เป็นประโยชน์ อย่าปล่อยเวลากับความคิดให้มากนัก หมายเลข 6 เสน่ห์อยู่ที่ "เงา" ของตนเอง จะมีคนรักใคร่ เอ็นดูทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ แต่ต้องแต่งตัวให้เกิดจุดเด่นแก่ตนเอง และมีจิตสัมผัสเหนือธรรมชาติหากได้นั่งสมาธิบำเพ็ญศีลจะมีบารมีสูง ผู้คนจะรักใคร่เอ็นดู จะทำอะไรก็ล้วน แต่ประสบความสำเร็จดีทั้งสิ้น หมายเลข 6 ต้องลดโทนเสียงลงอีกเพราะโทนเสียงนั้นบ่งบอกถึงอำนาจ ความยิ่งใหญ่เกินตัว ไม่เพราะแก่ผู้ได้ยิน ผู้ใหญ่รักใคร่เอ็นดูสนับสนุน ในด้านการงาน เมื่อเกิดปัญหาใดๆ ตนเองมักจะเอาตัวรอดได้เสมอ จะมีความสุขในบั้นปลาย

หมายเลข 7
อย่างปล่อยเวลาให้เสียไปกับคนอื่นให้มากนัก และอย่ายึดติดอยู่กับที่ เพราะหมายเลข 7 เป็นหมายเลขที่ต้องเดินทางเพื่อทำการค้า เป็นไกด์ หรือทำงานที่ต้องมีการเจรจา อยู่ตลอดเวลา จะทำให้ประสบความสำเร็จ ระวังจะมีปัญหาเรื่องรักๆ ใคร่ๆ เกิดขึ้นในครอบครัว หรือเรื่องรัก 3 เศร้าเกิดขึ้นในชีวิตคู่ และปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตคุณ ก็ไม่ต้องวิตกให้มากนัก เพราะทุกอย่างจะคลี่คลายไปได้ด้วยดี การเงินถึงจะไม่คล่องบ้างบางครั้ง แต่ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะหมายเลข 7 เป็นเลขที่ส่งลาภผลอยู่เนื่องๆ หากผู้ใดที่ได้หมายเลข 7 ละก็ยอกเหนื่อยหน่อยน่ะในระยะต้นๆ และอีกไม่นานจะมีความสุข โชคลาภเพิ่มพูน และจะได้รับความสุขกับ มิตร-บริวาร

หมายเลข 8
แสดงถึงคนมีบุญบารมี และวาสนาดี มีชื่อเสียงให้คนทั้งหลายได้ประจักษ์ แต่ต้องหมั่นเรียนรู้เร่งศึกษา อย่าอยู่นิ่ง กล้าเปิดเผย กล้าทำ กล้าแสดงออก กล้าตัดสินใจ รีบไขว่คว้าแล้วหน้าที่การงานที่ทำจะได้ผลดีเป็นที่พอใจ และผู้ใหญ่จะให้ความช่วยเหลือ อย่าหลงใหลมัวเมาในกิเลสตัณหาให้มากนัก อย่าสนุกจนลืมครอบครัว แล้วบั้นปลาย ชีวิตจะมีฐานะดี เป็นที่พอใจของวงศ์ตระกูล มีชื่อเสียงเป็นที่นับถือของคนทั่วไป

หมายเลข 9
แสดงถึงอำนาจ ความยิ่งใหญ่ หากเป็นผู้นำจะเจริญก้าวหน้า ทำงานด้วยสมอง เป็นนักพูด หรือนักบรรยายจะมีชื่อเสียงโด่งดัง แต่หน้าที่ที่เหมาะคือผู้เผยแพร่ศาสนา จะมีผู้คนยกย่องสรรเสริญ และยังมีจิตสัมผัสเหนือคนทั่วไป บางครั้งสามารถรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า ใครได้หมายเลข 9 จะเป็นผู้อยู่เหนือลิขิตสวรรค์ จะทำอะไรก็สามารถ ประสบความสำเร็จได้ด้วยตนเอง แต่มีข้อเสียเพราะหมายเลข 9 เป็นเลขแห่งคุณความดี หากทำในสิ่งไม่ดี ผิดกฎหมาย ผิดศีลธรรม หรือทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน จะได้รับ ผลกรรม ซึ่งจะหนักกว่าผู้อื่นหลายเท่า และจะต้องระวังเรื่องชู้สาวให้มาก อย่าใจอ่อน จะนำไปสู่ความเดือดร้อน เพราะจะมีเสน่ห์ต่อเพศตรงข้าม และผู้พบเห็น

หมายเหตุ : หลักในการพยากรณ์ เมื่อมีการคำนวณเลขชีวิต และ เลขคู่ชีวิต เรียบร้อยแล้วก็สามารถพยากรณ์ได้เลย ถ้าหากได้ตำแหน่งดีทั้ง 2 ด้าน ก็พยากรณ์ไปในด้านดี แต่ถ้าได้ตำแหน่งดีและไม่ดี ก็พยากรณ์ไปในด้านกลางๆ และถ้าหากได้ไม่ดีทั้ง 2 ด้าน ก็พยากรณ์ไปในด้านไม่ดีได้เลย ( ขอให้ทุกท่านโชคดี )

วันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2554

การกลับมา ของระบอบทักษิณ

การกลับมา ของระบอบทักษิณ
รายงานพิเศษ15 สิงหาคม 2554 - 00:00

ชำแหละการยุติคดีภาษีชินคอร์ป
มูลค่าหมื่นหนึ่งพันล้านบาทของชินวัตร

ความสับสน (โดยสุจริต?) ของกรมสรรพากร
กรณียุติคดีภาษีขายชินคอร์ป-ชินวัตร

1.ความเข้าใจเบื้องต้น
ธุรกิจโทรคมนาคมของตระกูลชินวัตรเป็นธุรกิจสัมปทานผูกขาด พ.ต.ท.ทักษิณนำหุ้นชินคอร์ปเข้าสู่ตลาดเมื่อปี 2538 จน 10 ปีผ่านไป หุ้นชิน 49% ที่ชินวัตรเก็บไว้ในมือในราคาทุนหุ้นละ 1 บาท ก็ขายให้แก่ทุนสิงคโปร์ได้ในราคาหุ้นละ 49.25 บาท ได้กำไรกว่า 7 หมื่นล้านบาท
การขายธุรกิจสัมปทานของประเทศให้แก่ต่างชาติ ได้กำไรมหาศาลแล้วยังไม่เสียภาษีเงินได้แม้แต่บาทเดียวเช่นนี้ หลังรัฐประหารของ คมช.ในปี 2549 แล้วก็มีการตรวจสอบโดย คตส. จนพบหลักฐานว่า หุ้น 49% นี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังคงถือประโยชน์อยู่ทั้งทางตรงและทางอ้อม ผ่านชื่อบุตรและพี่น้อง จึงได้มีการดำเนินคดีติดตามมาเป็นสามระบบกฎหมายด้วยกันคือ

กฎหมายภาษีเงินได้

กฎหมายเอาโทษการให้ข้อมูลเท็จ
(กม.หลักทรัพย์-กม.อาญา)
หุ้นชิน-ชินวัตร กฎหมายปราบคอรัปชั่น
๔๙% (กม.ป.ป.ช.-กม.อาญา )

ภาพข้างต้นต้องการชี้ให้เห็นว่า เมื่อนักการเมืองซุกหุ้นสัมปทาน แล้วมีการใช้อำนาจรัฐทำนุบำรุงธุรกิจของตนโดยมิชอบ จนขายได้กำไรมากมายโดยไม่เสียภาษีนั้น จะมีกฎหมายเข้ามาตรวจสอบสามระบบด้วยกัน ทั้งตรวจคอรัปชั่น ตรวจภาษี และตรวจการหลอกลวงพร้อมๆ กันทั้งสามขนาน โดยแต่ละขนานเปรียบได้กับแว่นขยายที่จะ มีหลักมีระเบียบวิธีคิดเป็นของตนเองไม่ขึ้นแก่กัน การเอาผลในคดีคอรัปชั่นมาใช้ปะปนกับคดีภาษีเงินได้ จนสั่งยุติคดีภาษีขายหุ้นชินคอร์ปส่วนแอมเพิลริชของตระกูลชินวัตร หมื่นกว่าล้านบาทจึงไม่ถูกต้อง ดังจะขอขยายความโดยลำดับดังนี้
คดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการตรวจสอบการจัดการหุ้นชินของชินวัตร
ปัจจุบันได้มีการตรวจสอบจนเกิดมูลคดีต่างๆ ดังนี้
ตรวจสอบคอรัปชั่น
1.คดียึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท ตามกฎหมาย ป.ป.ช. คดีนี้ศาลฎีกาพิพากษาว่ามีการซุกหุ้นชิน 49% ของชินวัตร แล้วมีการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ธุรกิจชินคอร์ปโดยมิชอบ 5 มาตรการ รัฐเสียหายกว่าแสนล้านบาท จึงเป็นการได้ประโยชน์โดยมิสมควร ให้ยึดเงินค่าขายหุ้นที่ได้มา 4.6 หมื่นล้านบาท
2.คดีขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีโดยยังคงถือไว้ซึ่งหุ้นธุรกิจสัมปทาน คดีนี้เป็นผิดตามกฎหมาย ป.ป.ช.มีสองกระทง นำขึ้นฟ้องต่อศาลฎีกาแล้ว แต่พักไว้รอให้ได้ตัวจำเลยก่อน
3.คดีแจ้งบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ 5 ครั้ง เป็นผิดตามกฎหมาย ป.ป.ช.คดีนี้ยังอยู่ที่ ป.ป.ช.
4.คดีทุจริตตาม ป.อาญา มาตรา 154 ที่ให้เอ็กซิมแบงก์ให้พม่ากู้เงินเพื่อนำไปซื้อสินค้าธุรกิจชินคอร์ป คดีนี้ฟ้องแล้วรอให้ได้ตัวจำเลย
(ยังมีคดีอาญาที่ไม่เกี่ยวกับหุ้นชิน 2 คดี คดีแรกตัดสินจำคุกแล้ว 2 ปี คือคดีสมรู้ให้ภริยาซื้อที่ดินรัชฎาฯ ของราชการ คดีที่สองอยู่ที่ ป.ป.ช. คือคดีสั่งการให้ธนาคารกรุงไทยปล่อยสินเชื่อโดยทุจริต 8 พันล้านบาท)
ตรวจสอบการให้ข้อมูลเท็จ
5.การซุกหุ้นชิน 49% จากปี 2543–2549 ทำให้คนในตระกูลชินวัตรต้องร่วมกันแสดงข้อมูลอันเป็นเท็จหลายกาลโอกาส จนมีมูลความผิดหลายมาตราและหลายกระทงด้วยกัน แต่ก็ขาดอายุความไปเกือบหมดแล้ว เหลือให้ดีเอสไอพิจารณาสืบสวนตามคำร้อง คนท.อยู่เพียง 2 คดีเท่านั้นคือ การให้ข้อมูลในหนังสือชี้ชวนเป็นเท็จ และการให้ข้อมูลเท็จต่อ ก.ล.ต. เรื่องการซื้อหุ้นชินของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ คดีกลุ่มนี้ทั้งหมด นายธีรชัย รัฐมนตรีคลังปัจจุบันสมัยเป็นเลขา ฯ ก.ล.ต. แถลงว่า ก.ล.ต.ยุติคดีหมดแล้ว
6.การให้ข้อมูลเท็จต่อ คตส.และต่อศาลฎีกา ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ทำให้เกิดมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาสองคดี ทั้งสองคดีนี้ปัจจุบันอยู่ระหว่างการสืบสวนของดีเอสไอ ตามคำร้อง คนท.
(พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงเคยถูก ก.ล.ต.กับดีเอสไอกล่าวหากรณีนำ บริษัทเอสซีแอสเสทเข้าตลาดหลักทรัพย์โดยแจ้งข้อมูลผู้ถือหุ้นเป็นเท็จแต่อัยการสั่งไม่ฟ้อง โดยอธิบดีดีเอสไอถูกรัฐบาลสมัครสั่งย้ายด้วย)

ตรวจสอบภาษีเงินได้
1.ตามแผนผังประกอบการ์ตูนที่จะนำเสนอต่อไปนี้ จะพบรายละเอียดว่า ก่อนขายหุ้น 49% ให้เทมาเส็ก 1 วัน คือในวันที่ 18 มกราคม 2549 นั้น ชินวัตรมีชื่อถือหุ้นชินอยู่สองลักษณะ 38% แรกถือโดยชื่อบุคคลธรรมดามาตลอด อีก 11% ที่เหลือ พ.ต.ท.ทักษิณได้ใช้เงิน 1 ดอลลาร์ จัดตั้งบริษัทเล่นหุ้นขึ้น 1 บริษัทตามกฎหมายเกาะบริติชเวอร์จิ้น ชื่อบริษัท “แอมเพิลริช” แล้วขายหุ้น 11% นี้ให้แอมเพิลริชในราคาทุน แล้วมีชื่อถือหุ้นก้อนนี้มาตลอดจนปี 2549 (ดูแผนผังหน้า 5)
2.โดยสภาพข้างต้น ถ้าให้ผู้มีชื่อทุกรายขายหุ้นชินในชื่อของตนให้แก่เทมาเส็กตรงแล้ว หุ้น 38% จะไม่ต้องเสียภาษีเงินได้เพราะมีกฎหมายยกเว้นภาษีให้ในกรณีที่ขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ และขายโดยบุคคลธรรมดา ส่วนหุ้น 11% ที่ถือโดยแอมเพิลริชนั้น ต้องเสียภาษีกว่าสองพันล้านบาท เพราะเป็นการขายโดยนิติบุคคล
เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีข้างต้น จึงมีความพยายามเลี่ยงภาษีโดยทำเป็นให้แอมเพิลริชขายหุ้นชิน 11% นี้ให้แก่กรรมการบริษัท คือ โอ๊ค–เอม ในราคาทุนหุ้นละ 1 บาทก่อน (ขายราคานี้ แอมเพิลริชไม่มีกำไร จึงไม่เกิดภาษี) จากนั้น ในวันรุ่งขึ้นจึงใช้ชื่อ โอ๊ค–เอมขายหุ้น 11% นี้ให้เทมาเส็กพร้อมหุ้นอื่นๆ ในคราวเดียวกันในราคาหุ้นละ 49.25 บาท เป็นเงิน 7.3 หมื่นล้านบาท ได้กำไร 7 หมื่นล้านบาทโดยไม่ต้องเสียภาษีแม้แต่บาทเดียวในที่สุด (ดูแผนผังหน้า 6)

พ.ต.ท.ทักษิณซุกหุ้นชิน 49% ในปี 2543 เพื่อขึ้นเป็นนายกฯ ในปี 2544

ความเป็นนิติบุคลของ AR Iช่วยให้ทักษิณจัดการหุ้นชินเป็นการลับได้ในรายงานประจำปีจะมีแต่ชื่อ UBS สิงคโปร์ถือหุ้นชินแทนคนคนหนึ่งที่ระบบตลาดหุ้นไทยไม่มีสิทธิ์รู้ (เพราะยูบีเอสอยู่นอกอำนาจ กม.ไทย) แม้ต่อมาจะรู้ว่าเป็น ARI หรือ WINMARK ก็ไม่รู้อีกว่าใครถือหุ้น (เพราะยูบีเอสมีสิทธิเก็บเป็นความลับ และบริษัททั้งสองอยู่ในระบบ กม.บริติชเวอร์จิ้น ที่ข้อมูลบริษัทเป็นความลับอีกเช่นกัน) ในภาพคือแผนผังการจัดการหุ้นที่ คตส.พยายามตรวจจนพบ การจัดการโยกย้ายหุ้นลักษณะต่างๆ ในสามบริษัท
การขายหุ้นชิน-ชินวัตร 49% ให้กองทุนเทมาเส็ก เมื่อ 20 มกรา. 49 และการหลีกเลี่ยงภาษีในส่วนหุ้นชิน-ชินวัตร-แอมเพิลริช
กฎหมายไทยมีบทยกเว้นภาษีเงินได้ จากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์โดยบุคคลธรรมดา ซึ่งถ้าชินวัตรนำหุ้นชิน 11% ของแอมเพิลริชขายตรงให้แก่เทมาเส็กแล้ว ก็จะต้องเสียภาษีเพราะเป็นการขายโดยนิติบุคคล เพื่อเลี่ยงภาษีกว่าสองพันล้านข้างต้นจึงจัดการให้แอมเพิลริชโดยกรรมการ (โอ๊ค, เอม และกาญจนาภา) ทำเป็นขายหุ้นในราคาเท่าทุนหุ้นละ 1 บาทให้แก่โอ๊ค-เอมก่อน วันรุ่งขึ้นจึงใช้ชื่อเด็กทั้งสองขายหุ้นนี้ให้แก่เทมาเส็กพร้อมหุ้นอื่นๆ อีกครั้งหนึ่ง หุ้นละ 49.25 บาทได้เงิน 7.3 หมื่นล้านกำไรกว่า 7 หมื่นล้าน โดยไม่เสียภาษีแม้แต่บาทเดียว

หุ้น 4 ชื่อนี้ขายตรงได้ ไม่เสียภาษี หุ้นบริษัท ต้องขายอ้อมเลี่ยงภาษี



โอ๊ค-เอมซื้อมาแล้ววันเดียวขายต่อไม่เสียภาษี

บริษัทกองทุนเทมาเส็ก รับซื้อหุ้นชิน-ชินวัตร 49%ทั้งหมด

2.การขายหุ้นชินที่เกิดเป็นคดีภาษี
ทางเดินหุ้นชิน-ชินวัตร-แอมเพิลริช เมื่อตรวจสอบหุ้นชิน-ชินวัตร 49% ที่ถูกรวมขายให้เทมาเส็กโดยไม่เสียภาษีแล้ว คตส.ก็พบว่ามีหุ้น 11% ของแอมเพิลริชเท่านั้น ที่มีปัญหาว่าควรจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้จากกำไรกว่าหมื่นล้านทีได้จากการขายหรือไม่
อนุกรรมการตรวจสอบภาษีชินคอร์ปของ คตส. จึงได้ลงมือตรวจทางเดินของหุ้นชิน-ชินวัตร-แอมเพิลริช 11% ข้างต้น จนพบนิติกรรมที่เกี่ยวข้อง 4 นิติกรรมด้วยกันคือ
นิติกรรมที่ 1 ปี 2542 พ.ต.ท.ทักษิณขายหุ้นชิน 11% ให้แก่บริษัทแอมเพิลริช ในตลาดหลักทรัพย์มีการจ่ายเงินผ่านโบรกเกอร์ให้ผู้ขาย ในราคาหุ้นละ 1 บาท นิติกรรมนี้ พ.ต.ท.ทักษิณชี้แจงว่าเพื่อให้แอมเพิลริชนำหุ้นชินไปเข้าตลาดหุ้นนิวยอร์ก โดยมีงานวิจัยตลาดของบริษัทชินคอร์ปมาแสดงอย่างจริงจัง นิติกรรมนี้ ทั้ง คตส., อัยการ และศาลฎีกาไม่สงสัยว่าเป็นการซื้อขายจอมปลอม
นิติกรรมที่ 2 ปลายปี 2543 เป็นคำกล่าวอ้างโดยเลื่อนลอยในปี 2545 ของ พ.ต.ท.ทักษิณว่า ก่อนขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในต้นปี 2544 นั้น ตนได้ขายบริษัทแอมเพิลริชให้บุตรชายแล้วในราคา 1 ดอลลาร์ ตนจึงขึ้นเป็นนายกฯ โดยมิได้ถือหุ้นสัมปทาน 11% นี้ โดยอ้อม อีกต่อไป นิติกรรมนี้ คตส.ตรวจพบว่าไม่จริง เพราะผู้เป็นบิดายังลงนามให้สถาบันการเงินต่างประเทศ จัดการหุ้นก้อนนี้มาตลอด และศาลฎีกาก็พิพากษาว่าเป็นจริงตามที่ คตส.ตรวจพบ (ตรงนี้ต้องสังเกตให้ดีว่า ศาลตัดสินว่าบริษัทแอมเพิลริชที่ถือหุ้นชิน 11% นี้เป็นของคุณทักษิณ ไม่ใช่ตัดสินว่าหุ้นชิน 11% เป็นของคุณทักษิณ การจะตัดสินอย่างนั้นได้ต้องปฏิเสธนิติกรรมที่ 1 ว่าไม่มีการขายหุ้นชินให้แอมเพิลริชเลย ซึ่งคดียึดทรัพย์ไม่มีประเด็นนี้เลย)
นิติกรรมที่ 3 เมื่อ 19 มกรา. 49 ที่ชินวัตรจัดการให้แอมเพิลริชขายหุ้นชิน 11% ให้บุคคลธรรมดาคือ โอ๊ค–เอมในราคาหุ้นละ 1 บาท รวม 320 ล้านหุ้น เพื่อนำไปขายให้เทมาเส็กที่รอซื้ออยู่แล้วในวันรุ่งขึ้นในราคาหุ้นละ 49.25 บาท นับเป็นขั้นแรกของการเลี่ยงภาษีอย่างชัดเจน
นิติกรรมที่ 4 เมื่อ 20 มกรา. 49 ที่เด็กทั้งสองคือ โอ๊ค-เอม ทำสัญญาขายหุ้นชิน 11% นี้ให้เทมาเส็ก ในราคาจริงจนชินวัตรได้กำไรไปในส่วนนี้หมื่นสองร้อยล้าน โดยไม่ต้องเสียภาษี สองพันกว่าล้านบาท เพราะอ้างว่าเป็นการขายในตลาดหลักทรัพย์โดยบุคคลธรรมดา
มติ คตส. กฎหมาย คตส.ระบุให้ คตส.มีอำนาจเสนอให้กรมสรรพากรเก็บภาษีได้ ซึ่งเมื่อพบพฤติการณ์เลี่ยงภาษีในนิติกรรมที่ 3 และที่ 4 ของหุ้นชิน-ชินวัตร-แอมเพิลริชข้างต้นนี้แล้ว คตส.ก็มีทางเลือกสองทางที่จะจัดการกับการเลี่ยงภาษีครั้งนี้ คือ
1.นิติกรรมอำพราง? คือชี้ว่ามีนิติกรรมแท้จริงในช่วงท้าย ก็คือการขายหุ้นชินจากแอมเพิลริชให้แก่เทมาเส็กเพียงนิติกรรมเดียว ส่วนนิติกรรมที่ 3-4 นั้นมีขึ้นมาเพื่อนำบุคคลธรรมดามาโผล่เป็นคนขายแทนนิติบุคคลจะได้ไม่เสียภาษีเท่านั้นเอง ถ้าถือตามนี้ ก็ต้องฟ้องตามนิติกรรมจริงว่า แอมเพิลริชเป็นผู้ขายตรงและมีเงินได้ที่ต้องเสียภาษี โดยฟ้องเรียกภาษีทั้งจากแอมเพิลริชและเจ้าของ
2.แอมเพิลริชโอนประโยชน์จากหุ้นชินที่ถือไว้ให้เจ้าของ? คือชี้ว่าการที่คนของบริษัทซื้อสมบัติบริษัทในราคาถูกนั้น ต้องถือว่าได้เงินได้จากบริษัทไม่ต่างจากปันผลหรือโบนัส ดังนั้น คนที่ซื้อหุ้นชิน ราคาหุ้นละ 49.25 บาท ในราคา 1 บาท เมื่อวันที่ 19 มกราคม จึงเป็นผู้มีเงินได้ตรงส่วนต่างหุ้นละ 48.25 บาทนั้น
ในทางเลือก 2 ทางข้างต้น คตส.เลือกทางเลือกที่สอง คือฟ้อง โอ๊ค-เอมว่าเป็นกรรมการบริษัทแล้วซื้อสมบัติบริษัทในราคาถูกต่ำว่าตลาดอย่างยิ่ง ส่วนต่างที่ว่านี้จึงมีค่าเป็นเงินได้ของคนทั้งสองไม่ต่างจากโบนัส ซึ่งเมื่อ คตส.เสนอไปแล้ว กรมสรรพากรก็เห็นด้วย จึงดำเนินการประเมินภาษี และฟ้องเรียกภาษีจากลูกคุณทักษิณด้วยอำนาจและความรับผิดชอบกรมเมื่อปี 2551 พร้อมทั้งติดตามอายัดทรัพย์ของทั้งสองคนไว้กว่าพันล้านบาท
ทฤษฎี “การใช้กฎหมายอย่างเป็นระเบียบ” หลังจากมีมติในคดีภาษีชินคอร์ปไปแล้ว ผลการตรวจสอบการถือหุ้นชินก็ทยอยออกมาว่าพบหลักฐานว่าเป็นการซุกหุ้นชัดเจน อีกทั้งยังมีการใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์ธุรกิจนี้โดยมิชอบถึง 5 มาตรการอีกด้วย จึงควรไต่สวนเป็นคดียึดทรัพย์ยึดเงินขายหุ้นได้
ถึงตรงนี้ คตส.ก็ต้องปรึกษากันอย่างหนักว่า การกล่าวหาว่าแท้จริงคุณทักษิณถือหุ้นชินทั้งโดยตรงและโดยอ้อมผ่านชื่อบุตรและพี่น้องแล้วขอให้ศาลยึดทรัพย์นั้น จะขัดแย้งกับคดีภาษีเงินได้จากการขายชินคอร์ปที่ คตส.มีมติให้ประเมินภาษีจากลูกคุณทักษิณหรือไม่ ซึ่งก็ได้ข้อยุติข้างมาก ว่าคดีภาษีกับคดียึดทรัพย์คอรัปชั่นนั้น มีระเบียบกฎหมายที่แยกแยะจากกัน จะปฏิบัติด้วยมาตรฐานเดียวกันไม่ได้
คือคดีภาษีนั้นเมื่อพบเงินได้แล้ว รัฐก็มุ่งจะได้ภาษีจากเงินได้นั้นเป็นสำคัญ ไม่ได้มุ่งหาความผิดของผู้ใด ถ้าใครมีชื่อถือเงินได้ก็ประเมินจากผู้นั้น แม้จะสงสัยว่าเป็นนอมินีหรือตัวแทนเชิด สรรพากรก็ไม่จำเป็นต้องไปสืบเสาะเพราะไม่ใช่หน้าที่ สรรพากรมีอำนาจประเมินหรือฟ้องเรียกภาษีจากผู้มีชื่อนั้นได้เลยเว้นเสียแต่ว่า ผู้ถูกประเมินจะบ่ายเบี่ยงว่าไม่ใช่ของตนเท่านั้น
ในทางตรงข้ามสำหรับกฎหมายปราบคอรัปชั่นแล้ว จะมุ่งลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ทุจริต ดังนั้น แม้พบว่าธุรกิจหนึ่งจะอยู่ในชื่อลูก ผู้ตรวจสอบก็ต้องขุดคุ้ยลึกลงไปให้ได้ว่าเจ้าหน้าที่ยังถือประโยชน์ในธุรกิจนั้นอยู่หรือไม่ ถ้าพบว่าใช่และมีการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ ก็ต้องสรุปว่าเจ้าหน้าที่นั้นได้ประโยชน์โดยมิสมควรสืบเนื่องจากตำแหน่งหน้าที่แล้วเสนอให้ศาลยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยมิต้องสนใจเลยว่า ในคดีภาษีเงินได้นั้นสรรพากรจะประเมินภาษีใครในระหว่างลูกกับพ่อ เพราะนั่นเป็นงานหาเงินเข้ารัฐไม่ใช่งานปราบคอรัปชั่นไม่
เมื่อแยกแยะเห็นเป็นหลักการใช้กฎหมายอย่างเป็นระเบียบเช่นที่กล่าวมา คตส.จึงเดินหน้าดำเนินคดียึดทรัพย์ จนพนักงานอัยการนำขึ้นเป็นคดีฟ้องร้องต่อศาลฎีกา ซึ่งฝ่ายจำเลยก็ยกปัญหาสองมาตรฐานนี้ขึ้นมาโต้แย้งอีก แต่ศาลฎีกาท่านก็วินิจฉัยยืนยันตรงกับ คตส.ว่า ไม่ใช่เรื่องสองมาตรฐาน แต่เป็นเรื่องกฎหมายสองระบบที่มีระเบียบวิธีคิดต่างกัน จะใช้มาตรฐานเดียวกันไม่ได้

3.คำตัดสินศาลต้นและความผิดพลาดของกรมสรรพากร
คำพิพากษาศาลชั้นต้นคดีภาษี หลังจากที่ศาลภาษีได้พิจารณาคดีภาษีที่กรมสรรพากรฟ้องเรียกภาษีหมื่นหนึ่งพันล้านบาทจากโอ๊ค-เอม ได้ระยะหนึ่ง ศาลฎีกาก็ได้มีคำพิพากษาในคดียึดทรัพย์ว่า พ.ต.ท.ทักษิณยังถือประโยชน์ในธุรกิจชินคอร์ปดังนี้
1.ถือหุ้นชิน 38% อย่างบุคคลธรรมดา โดยใช้ชื่อบุตรและพี่น้องสี่คน ถือหุ้นแทน
2.ถือหุ้นบริษัทแอมเพิลริชแล้วบริษัทแอมเพิลริชถือหุ้นชิน 11% อีกชั้นหนึ่ง โดยใช้ชื่อโอ๊ค-เอมถือหุ้นแอมเพิลริชแทนตน
เมื่อเป็นเช่นนี้ ศาลคดีภาษีจึงมีความเห็นว่า เนื่องจากโอ๊ค-เอมและ พ.ต.ท.ทักษิณ ล้วนเข้าเป็นตัวความในคดียึดทรัพย์ด้วย และคดีนั้นถึงที่สุดแล้ว (โอ๊ค-เอมเข้าไปคัดค้านในคดียึดทรัพย์ว่าบริษัทแอมเพิลริชเป็นของตน ) ดังนั้นตามกฎหมายวิธีพิจารณาความ ข้อเท็จจริงนี้ย่อมเป็นที่ยุติผูกพันผู้มีชื่อไปตลอด ศาลในคดีอื่นเช่นคดีภาษีจึงต้องฟังข้อเท็จจริงยุติตามศาลฎีกาด้วย
เมื่อสำคัญเช่นนี้แล้วศาลต้นในคดีภาษีจึงพิพากษายกฟ้องคดีหมื่นกว่าล้านนี้ โดยอธิบายว่าข้อเท็จจริงได้ยุติตามศาลฎีกาแล้วว่า โอ๊ค-เอมผู้เป็นจำเลยมิใช่เจ้าของเงินได้ตัวจริง
ทางเลือกที่ถูกต้องของกรมสรรพากร คำพิพากษาศาลต้นที่กล่าวมาเห็นได้ว่าขัดแย้งกับหลักกฎหมายรัษฎากร ที่ระบุให้กรมสรรพากรประเมินภาษีจากผู้มีชื่อ โดยไม่ต้องไปสนใจสืบเสาะหาเจ้าของตัวจริงเลย ด้วยเหตุนี้กรมสรรพากรจึงควรที่จะยื่นอุทธรณ์ให้คดีถึงที่สุด เพื่อรักษาระเบียบกฎหมายของตนไว้ โดยอุทธรณ์ว่าการประเมินภาษีผู้มีชื่อที่ทำไปนั้นก็ถูกต้องมีกฎหมายรองรับ จำเลยก็มิได้บ่ายเบี่ยงยกเป็นข้อต่อสู้เลยว่าหุ้นไม่ใช่ของตน ประเด็นว่าใครเป็นเจ้าของเงินได้จึงไม่มีในคดี ศาลฎีกาจะตัดสินอย่างไรจึงไม่เกี่ยวกับคดีนี้ และกรณีก็ไม่ใช่เรื่องความสงบเรียบร้อยที่ศาลภาษีจะยกขึ้นเองได้
หนทางที่กรมสรรพากรจะยอมตามศาลต้น ก็มีแต่การยอมรับอย่างเป็นข้อยกเว้นเท่านั้นว่า หลักให้ฟ้องผู้มีชื่อถือเงินได้นั้นเป็นหลักปกติ แต่เมื่อใดที่มีคำพิพากษาเป็นที่ยุติผูกพันผู้มีชื่อและเจ้าของตัวจริงแล้ว กรมก็ต้องประเมินจากตัวจริงตามความผูกพันที่ปรากฏขึ้นนั้น หากรับคำพิพากษาศาลต้นโดยจำกัดอย่างที่กล่าวมานี้ กรมก็พอที่จะรักษาระเบียบกฎหมายรัษฎากรไว้ได้ จากนั้นกรมจะไม่อุทธรณ์คำพิพากษาแล้วหันมาประเมินภาษีจากคุณทักษิณ โดยอ้างทั้งคำพิพากษาศาลฎีกา และศาลต้นเลยก็ได้ ซึ่งจำเลยใหม่นี้ก็จะมีทรัพย์สินมากกว่าจำเลยเดิมมากเลยทีเดียว
ทางเลือกของอธิบดีสรรพากร ในชั้นแรกมีแต่การให้ข่าวว่ากรมสั่งไม่อุทธรณ์และคืนทรัพย์สินที่อายัดไว้ให้โอ๊ค-เอมแล้วเท่านั้น ส่วนจะฟ้องเรียกภาษีก้อนนี้จากคุณทักษิณหรือไม่ ก็กำลังพิจารณาข้อกฎหมายอยู่ ตรงนี้ก็ทำให้ถามกันมาก ว่าถ้าไม่อุทธรณ์ก็ต้องหมายความว่าฟ้องคุณทักษิณไปในตัว คือต้องเป็นการตัดสินใจในคราวเดียวกันเลย จะไม่อุทธรณ์แล้วมาคิดอีกทีว่าจะฟ้องคุณทักษิณดีหรือไม่ได้อย่างไรกัน เพราะศาลต้นก็ชี้แล้วว่า คุณทักษิณเป็นผู้มีเงินได้
สองวันให้หลังต่อมา คุณสาธิต อธิบดีกรมสรรพากร จึงออกมาแถลงใหม่ว่ากรมได้ตัดสินว่าจะไม่ฟ้องคุณทักษิณไปด้วยแล้ว แต่เหตุที่ไม่บอกก็เพราะเกรงจะเป็นปัญหาทางการเมือง ซึ่งตรงนี้ก็ทำให้น่าสงสัยมาก ว่าทำไมจึงแถลงกันลับๆ ล่อๆ แบบนี้
ในส่วนเหตุผลที่อ้างมานั้น ก็อธิบายว่าแม้กรมจะรับตรงกับศาลต้นว่าเงินได้เป็นของคุณทักษิณก็ตาม แต่กรมก็จะไม่ประเมินภาษีต่อไป โดยอ้างว่าเมื่อศาลฎีกาในคดียึดทรัพย์ได้ตัดสินแล้วว่าหุ้นชิน-ชินวัตรนี้เป็นของคุณทักษิณมาตลอด ดังนั้น คนขายหุ้นให้แก่เทมาเส็กจึงเป็นคุณทักษิณซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา คุณทักษิณจึงได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเพราะเป็นการขายในตลาดหลักทรัพย์โดยบุคคลธรรมดา
ความผิดพลาดของกรมสรรพากร พิเคราะห์แล้ว คำกล่าวอ้างของอธิบดีกรมสรรพากรข้างต้น คลาดเคลื่อนเกินไปจากคำพิพากษาอย่างชัดแจ้งกล่าวคือ
1.หุ้นชิน–ชินวัตร ก้อน 11% นี้ ทั้ง คตส., อัยการ และคู่ความทั้งปวงยอมรับกันแล้วว่าเป็นของบริษัทแอมเพิลริช ไม่มีใครและไม่มีประเด็นเกิดในคดีใดเลยว่าการที่คุณทักษิณขายหุ้นก้อนนี้ให้บริษัทแอมเพิลริชเมื่อปี 2542 นั้นเป็นนิติกรรมจอมปลอม พึ่งมีแต่อธิบดีนี้เท่านั้นที่มากล่าวอ้างในปี 2554 โดยเลื่อนลอยว่า หุ้นนี้ไม่เคยเป็นของใครเลยนอกจากคุณทักษิณ
2.ประเด็นในคดียึดทรัพย์ในส่วนหุ้นชิน-ชินวัตร-แอมเพิลริชนี้ คู่ความจะโต้แย้งกันตรงที่ว่า ที่คุณทักษิณอ้างว่าตนได้ขายแอมเพิลริชให้ลูกไปแล้วในปี 2543 นั้นเป็นจริงหรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาก็ตัดสินว่าไม่จริง คุณทักษิณจึงถูกศาลวินิจฉัยว่าถือประโยชน์โดยอ้อมในธุรกิจชินคอร์ป 11% ผ่านบริษัทแอมเพิลริช หาใช่ตัดสินว่าหุ้นชิน 11% นี้เป็นของคุณทักษิณแต่อย่างใดไม่ เพราะในคดียึดทรัพย์เนื่องจากทุจริตโดยถือประโยชน์ทับซ้อนนั้น ศาลจะดูและตัดสินตรงที่การถือประโยชน์ทั้งโดยตรงและโดยอ้อมเท่านั้น การที่อธิบดีมาสรุปว่าศาลตัดสินชี้ขาดกรรมสิทธิ์ด้วย จึงเป็นเรื่องที่เกินคำพิพากษาอย่างชัดแจ้ง
3.ที่ถูกต้องนั้นเมื่อยุติกันแล้วว่า หุ้นชิน 11% นี้เป็นของนิติบุคคลชื่อแอมเพิลริช มาตั้งแต่ปี 2542 กรมสรรพากรก็พึงเล็งเห็นว่า
3.1) การให้บุคคลธรรมดามาซื้อหุ้นชินแอมเพิลริช ในราคาหุ้นละ 1 บาทแล้ววันรุ่งขึ้นก็ขายต่อให้เทมาเส็กในราคา 49.25 บาทโดยไม่ต้องเสียภาษี นี้ คือการเลี่ยงภาษีอย่างชัดเจนที่สุด กรมจะขาดภาษีในเงินได้ก้อนนี้ไม่ได้
3.2) คดีแรกนั้น กรมได้ตัดสินใจเลือกฟ้องว่า โอ๊ค-เอมเป็นกรรมการบริษัทแล้วซื้อสมบัติบริษัทในราคาถูก ซึ่งตามกฎหมายต้องถือเป็นเงินได้ชนิดหนึ่ง ดังนั้น หากกรมจะยืนอยู่ตรงเงินได้ก้อนนี้ต่อไป ก็ต้องฟ้องคุณทักษิณว่าเป็นเจ้าของบริษัทที่เชิดบุตรเป็นกรรมการแล้วให้บุตรซื้อหุ้นออกจากบริษัทแทนตน
3.3) อีกทางหนึ่งก็คือ ปฏิเสธไปเลยว่าไม่มีการขายหุ้นจากแอมเพิลริชให้โอ๊ค-เอม ธุรกรรมจริงมีธุรกรรมเดียวคือ การขายหุ้นจากแอมเพิลริชตรงไปยังเทมาเส็กในตลาดหลักทรัพย์ ผู้มีเงินได้จึงเป็นแอมเพิลริช และเป็นเงินได้ที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษี กรมจึงต้องประเมินภาษีจากแอมเพิลริชและเจ้าของตัวจริงคือ คุณทักษิณ
ทางเลือกระหว่าง 3.2) และ 3.3) นี่เอง คือทางเลือกในทางกฎหมายที่รอการตัดสินใจของกรมสรรพากรอยู่ ว่าจะฟ้องคุณทักษิณด้วยฐานเงินได้ใดหาใช่หลับตามองไม่เห็นแอมเพิลริช แล้วยุติคดีโดยอ้างว่าคุณทักษิณขายหุ้นของตนในตลาดอย่างที่กรมสรรพากรและกระทรวงการคลังได้กระทำไปแต่อย่างใดไม่
ถ้าหลับตาเห็นแต่บุคคลธรรมดาเท่านั้นอย่างนี้บ่อยๆ ไม่ช้าก็คงต้องเลิกระบบภาษีเงินได้นิติบุคคลไปเสียเลยจะดีกว่า

บทเรียนที่พึงสังเคราะห์
กระบวนการหาประโยชน์จากทุนชินคอร์ปของชินวัตร ในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมานี้ เป็นมหากาพย์คอรัปชั่นที่ซับซ้อน ยืดเยื้อ และเสียหายยิ่งต่อบ้านเมือง ผู้นำเสนอบทวิเคราะห์นี้ก็เป็นหนึ่งใน คตส.และทีมงานที่ได้ทุ่มเทตรวจสอบนำกฎหมายมาทำความยุติธรรมให้ปรากฏ ทั้งคดีคอรัปชั่นและคดีภาษี จึงถือตนว่ามีส่วนได้เสียเฉพาะตนที่จะติดตามรักษาความยุติธรรมนี้ให้คงอยู่ต่อไป
การยุติคดีภาษีชินแอมเพิลริช หมื่นหนึ่งพันล้านบาทในครั้งนี้ เป็นการกลับมาของความอยุติธรรม ที่พึงเรียนรู้และสังเคราะห์เป็นบทเรียนได้ดังนี้
ทุจริตชินคอร์ป การลงทุนสร้างชินคอร์ปในเวลา 16 ปี เอาเข้าตลาดหลักทรัพย์ 14 ปี เก็บไว้ไม่ขาย 49% แล้วยกล็อตขายให้ทุนสิงคโปร์จนได้กำไรกว่าเจ็ดหมื่นล้านบาทของตระกูลชินวัตรนี้ มองในแง่ตัวเลขก็นับว่าไม่เคยมีมาก่อนในประวัติการลงทุนของวิสาหกิจไทย
ปฏิเสธไม่ได้ว่าฐานมูลค่าเพิ่มนี้ส่วนหนึ่งมาจากอำนาจผูกขาดตลาดโทรคมนาคม เหมือนกับรัฐผูกขาดการขนส่ง แล้วเอกชนได้สัมปทานสร้างถนนพหลโยธินแล้วเก็บค่าผ่านทางจากการขนส่งภาคเหนือทั้งภาคเลยทีเดียว การแก้กฎหมายเปิดช่องให้บริษัทของนายกรัฐมนตรีนำบริษัทไปขายให้ต่างชาติเพื่อได้สิทธิผูกขาดการขนส่งของชาติจึงเป็นปัญหาอย่างยิ่งเป็นข้อแรก
นอกจากฐานมูลค่าจากการผูกขาดแล้ว ส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับว่ามาจากความเติบโตของตลาดโทรคมนาคมด้วย แต่ทำไมธุรกิจโทรคมนาคมชินคอร์ปจึงเติบโตทิ้งคู่แข่งร่วมยุคอย่างไม่เห็นฝุ่นนั้น คำตอบก็มาจากการใช้อำนาจโดยมิชอบของรัฐใต้อำนาจรัฐบาลนายกฯ ชินคอร์ป จำนวนห้ามาตรการ ที่ทำรัฐเสียหายไปกว่าแสนล้านบาทนั่นเอง
ด้วยเหตุดังกล่าว การใช้กฎหมายปราบปรามคอรัปชั่นของไทย จนสามารถเท่าทันยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริตนี้ได้ จึงนับเป็นความสำเร็จไม่ต่างไปจากการยึดธุรกิจบ้านจัดสรร ที่ราชายาบ้านำเงินค้ายาบ้ามาฟอกลงทุนแต่อย่างใด
หนีภาษีขายชินคอร์ป การยึดทรัพย์สินในธุรกิจค้ายาบ้านั้น เป็นการลงโทษตัดตอนขบวนการค้ายาตามกฎหมายฟอกเงินที่มีระบบของตนเองอยู่ แต่ในขณะเดียวกันถ้าสรรพากรพบว่า ธุรกิจบ้านจัดสรรนั้นมีกำไรที่ต้องเสียภาษี สรรพากรก็มีหน้าที่ต้องเรียกเก็บจากบริษัทหรือลูกชายหัวหน้าค้ายาบ้าที่มีชื่อถือหุ้นบริษัทได้ โดยลูกหนี้ภาษีเหล่านี้จะอ้างมิได้เลยว่ารัฐได้ริบเงินได้ของตนไปแล้วตามกฎหมายฟอกเงิน และถ้าลูกหนี้เหล่านี้แพ้คดีเมื่อใดสรรพากรก็จะต้องเที่ยวยึดอายัดทรัพย์สินต่างๆ ของลูกหนี้มาชำระภาษีจนหมดตัวได้เลย
ในทำนองเดียวกัน แม้คุณทักษิณจะถูกยึดทรัพย์ที่ได้จากธุรกิจชินคอร์ปไปแล้วก็ตาม แต่ภาษีเงินได้จากการขายหุ้นชินของนิติบุคคลแอมเพิลริชก็ยังคงดำรงอยู่และเป็นหน้าที่สรรพากรจะต้องติดตามบังคับให้จงได้ การกล่าวอ้างว่าคุณทักษิณถูกยึดทรัพย์ชินคอร์ปไปแล้วก็ดี หรือโมเมเอาคำพิพากษาในคดียึดทรัพย์มาอ้างในคดีภาษีโดยเลอะเลือนจนยุติคดีไปเลยก็ดี ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการใช้กฎหมายโดยบิดเบือน นอกจากจะไม่เป็นธรรมต่อประชาชนผู้ยอมเสียภาษีด้วยดีแล้ว ก็ยังเป็นการทำลายครรลองการใช้กฎหมายรัษฎากรอย่างสำคัญ
คำตอบสุดท้ายอยู่ที่ไหน? ระบอบประชาธิปไตยต้องมีทั้งระบบผู้แทน และระบบนิติรัฐประกอบเข้าด้วยกันอย่างได้สมดุลย์ เหมือนเหรียญที่ต้องมีสองหน้า แต่กว่าทศวรรษที่ผ่านมานี้ระบอบทักษิณก็ได้นำอำนาจที่ได้จากระบบผู้แทนมาแย่งยึดครองพื้นที่ของระบบนิติรัฐอยู่ตลอดเวลา จนเมื่อถูกรัฐประหารและใช้รัฐธรรมนูญใหม่แล้ว ก็ยังเอาการเมืองท้องถนนมาอาละวาดแล้วกลับมาได้อำนาจจากระบบผู้แทนมาเสริมฐานอีกเช่นปัจจุบัน
ณ วันนี้ การรุกกลับทำลายระบบกฎหมายของบ้านเมือง ด้วยอำนาจและอิทธิพลการเมืองของระบอบทักษิณได้กลับมาอย่างไม่รีรอและชัดเจนยิ่งแล้ว คำชี้แจงปฏิเสธอันสวยงามของนายกฯ หญิงแสนสวย ที่ในอดีตได้เคยกล้าโกหกกลางศาลต่อหน้าผู้พิพากษาผู้ใหญ่ 9 คน ในคดียึดทรัพย์พี่ชายมาแล้วนั้น จึงเป็นเพียงลมปากที่เธอเผยอออกมาเป็นประจำทุกวันเท่านั้นเอง และในไม่ช้านี้ข้อเสนอนิรโทษกรรมคดีคอรัปชั่นคุณทักษิณ จะต้องปรากฏให้เห็นอย่างแน่นอน โดยเธอจะต้องบอกไม่รู้ไม่เห็นอีกเช่นเคยอยู่ดี
สังคมไทยจะวุ่นวายครั้งใหญ่หรือไม่ในศึกทักษิณครั้งสุดท้ายนี้ ส่วนหนึ่งและส่วนแรก ก็ขึ้นอยู่กับการลุกขึ้นมายืนหยัดในหน้าที่ของระบบตรวจสอบทั้งปวงที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นสำคัญ
เฉพาะการรุกกลับยุติคดีภาษีชิน-ชินวัตร-แอมเพิลริช ในครั้งนี้ ก็มีความผิดพลาดทางกฎหมายปรากฏชัดเจนยิ่ง ชัดเจนจนเกินกว่าที่ ป.ป.ช., สตง., คณะกรรมาธิการของทั้งสองสภาฯ จะเพิกเฉยไม่รู้ไม่เห็นได้อีกต่อไปแล้ว


การนิ่งเงียบงงงัน..โดยดุษณียภาพ..ไม่ทำอะไรเลย..... ของท่านผู้มีหน้าที่ตรวจสอบทั้งหลายในทุกวันนี้ จึงมีค่าไม่ต่างจากสุนัขเฝ้าบ้านที่ นอนมองหรือแกล้งหลับตา ปล่อยให้ขโมยรื้อบ้านไปขายทั้งหลังเลยทีเดียว.

วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2554

คำขอถึงนายกฯหญิง



คำขอถึงนายกฯหญิง
ในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเคยสอนหนังสืออยู่ในคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ดิฉันอดดีใจไม่ได้ที่บ้านเมืองเราจะมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้หญิง และในฐานะประชาชนคนหนึ่งซึ่งมีสิทธิที่จะคาดหวังว่าจะได้เห็นนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะหญิงหรือชายก็ตามทำหน้าที่บริหารประเทศชาติอย่างมีประสิทธิภาพและ ประสิทธิผล และก็มีสิทธิที่จะขอให้ผู้นำการเมืองทำในสิ่งที่มิใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ดิฉันจะขอในเบื้องต้นเพียงแค่ 3 เรื่องเท่านั้นคือ

1. ขอให้นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทยแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างจริงใจ ขอให้ระลึกตลอดเวลาว่าบ้านเมืองไทยและคนไทยทุกคนร่มเย็นเป็นสุขด้วยพระบารมี และพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ และฝากข้อคิดไปถึงคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตรว่าอย่าลืมเหตุการณ์เรื่องหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งมี(ปก)พระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ฯ ซึ่งตกอยู่บนเครื่องบินของการบินไทย ซึ่งวันนั้นคุณยิ่งลักษณ์อยู่ในเหตุการณ์ด้วย (ใครคนหนึ่งใช้เป็นที่รองเท้า?จนมีเรื่องกับผู้โดยสารที่นั่งอยู่ใกล้ๆ)

2. ขอให้นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกช่วยเร่งรัดให้นำตัวบรรดาผู้จ้วงจาบและกระทำการ อันหยาบช้าต่อพระเจ้าอยู่หัวและพระราชินี ไปลงโทษให้สาสม โดยเฉพาะคนที่บังอาจตีตนเทียบเท่าโดยการล่วงล้ำเข้าไปใช้พระอุโบสถวัดพระศรี รัตนศาสดารามกระทำพิธีการทางศาสนา รวมถึงบรรดาพวกที่เอ่ยวาจาสามหาวจาบจ้วงสถาบันกษัตริย์ อีกทั้งผู้จงใจทำร้ายประเทศชาติด้วยการยุยงให้เกิดการเผาทำลายสถานที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะผู้ที่ยุยงให้ "พี่น้องชาวไทยเผา....เผาเข้าไปเลย ผมรับผิดชอบเอง" หรือผู้ปลุกระดม "ให้เอาขวดเปล่ามาคนละขวด มาเติมนำมันในกรุงเทพฯ ขวดละหนึ่งลิตร มาหนึ่งล้านคนก็จะได้หนึ่งล้านลิตร กรุงเทพฯ จะกลายเป็นทะเลเพลิงในพริบตา" ดิฉันเชื่อเหลือเกินว่าคุณยิ่งลักษณ์รับรู้และรับทราบเรื่องราวเหล่านี้เป็น อย่างดี เพราะฉะนั้นก็คงจะไม่ปฏิเสธการนำคนสามานย์ไปลงโทษตามกฎบ้านกบิลเมือง

3. ขอให้นายกรัฐมนตรีหญิงช่วยกราบขอประทานอภัยจากสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายกแทนผู้ที่ทำการอันหยาบช้าต่อพระองค์ท่าน ซึ่งทำให้พระองค์ท่านต้องถูกนำพระองค์อพยพหนีวินาศภัยและวินาศกรรมออกจากโรง พยาบาลจุฬาลงกรณ์เมื่อปี 2553 หลังจากมีผู้บุกรุกเข้าไปในเขตโรงพยาบาลจุฬาฯ ด้วยเจตนาไม่สุจริต

ดิฉันขอเพียง 3 ข้อเท่านั้น เพราะมั่นใจว่านายกรัฐมนตรีหญิงรับรู้เรื่องเหล่านี้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือนายกรัฐมนตรีหญิงคงจะระลึกได้เป็นอย่างดีว่า ตนเองเคยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวพันหรือเกี่ยวข้องกับคนกลุ่มเสื้อแดงแบบต่างกรรม ต่างวาระด้วย ดังนั้นจึงอยากให้นายกฯหญิงสร้างความกระจ่างเรื่องนี้ให้บังเกิดกับสังคม เพื่อชื่อเสียงและเกียรติยศของท่านนายกฯหญิง

ดิฉันขอเพียงแค่นี้จริง ๆ และเชื่อว่าเรื่องที่ขอคงไม่เกินกำลังของผู้ที่กำลังจะก้าวขึ้นไปเป็นนายกฯ หญิงของประเทศไทย และขอเตือนด้วยความหวังดีว่า ในอนาคตนั้น นายกฯหญิงจะต้องเผชิญกับการทวงสัญญาจากผู้คนกลุ่มต่าง ๆ อีกมากมาย แล้ววันนั้นนายกฯหญิงอาจจะเข้าใจด้วยตนเองว่า "เออหนอ การเป็นนายกฯ มันคือการตกนรกชัด ๆ นี่เอง"

อย่าง ไรก็ตาม ขออำนวยพรให้นายกฯหญิงไม่ต้องตกนรก หากประพฤติตนดีและทำประโยชน์ให้ชาติบ้านเมืองโดยสุจริตใจ และหวังว่านายกฯหญิงจะไม่เดินไปบนหนทางแห่งความเสื่อมเหมือนพี่ชายคนหนึ่ง ที่เคยทำมาก่อน"

ด้วยความปรารถนาดี
หม่อมราชวงศ์ยงยุพลักษณ์ เกษมสันต์

ที่มา พระจันทร์ดอทคอม

-------------------

แม้ว่าบทความนี้จะมีขึ้นมาหลายวันแล้ว แต่เห็นว่าทั้ง 3 ข้อ เป็นคำขอที่รัฐบาลนี้รับฟังแล้ว คงกระอักกระอ่วนใจน่าดู เหมือนไปกระแทกซ้ำๆ ตอกหัวตะปูย้ำๆ ซึ่งเชื่อว่าท่านหญิงคงไม่ได้ดั่งที่ขอ

นายกหญิงคนนี้ เธอเป็นแค่ตุ๊กตาไขลานของพี่ชายผู้หนีคดี ร่อนเร่เช่นสัมภเวสีอยู่ในขณะนี้ ภายใน 1 วันของเธอ ช่างแสนยาวนานนัก เธอคงอยากจะให้ถึงตอนค่ำเร็วๆ เพื่อให้หน้าที่นายกจบไำปภายใน 1 วัน ในแต่ละวัน ที่เธอยังคงดำรงตำแหน่งนายกหญิงของประเทศอยู่

ตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ คือ ตอนนี้เธอคงอยากกลับไปทำกับข้าว มากกว่าคอยตอบคำถามผู้สื่อข่าวคอยถามจี้ใจดำ ย้ำความรู้สึก แบบว่าเธออาจจะเผยพิรุจมาได้ในคำตอบ

กับ 3 ข้อ ในแต่ละเรื่องที่ขอนั้น ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญ และเป็นสิ่งที่คนไทยมีข้อสงสัยต่อรัฐบาลชุดนี้ ว่ามีหรือไม่ จริงใจหรือเปล่า และคงอยากให้นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทยทำให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ แต่นายกหญิงคนนี้คงทำไม่ได้แน่นอน

คงไม่ใช่การสบประมาท เพราะแน่ใจว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ หรือว่าจะวาดหวังรอให้เธอพัฒนารอยหยักขึ้นมาเสียก่อน แต่ว่าเป็นการหวังมากเกินไปหรือเปล่า

วันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ประชาธิปไตย – ประชาธิปไตยแบบไทยๆ เป็นฉันท์ใด

ประชาธิปไตย – ประชาธิปไตยแบบไทยๆ เป็นฉันท์ใด


ณ วันนี้เราคงปฎิเสธไม่ได้ว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตย (Democracy) เป็นระบอบการปกครองที่มีความสอดคล้องกับสภาพการณ์ของโลกที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ถึงแม้จะมีนักวิชาการหลายท่านยังไม่ได้เห็นดีเห็นงามไปกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย หรือแม้แต่นักการเมือง/ผู้นำประเทศชื่อดังก็ยังไม่ได้มองว่า ระบอบประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ยกตัวอย่างเช่น อริสโตเติลที่มองว่าประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครองที่ไม่ดี หรือ โธมัส ฮอบส์ ที่มองว่าระบบกษัตริย์เป็นระบอบการปกครองที่ดีที่สุด หรือแม้แต่ นรม.สหราชอาณาจักรในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองอย่าง เซอร์วินสตัน เชอร์ชิล (Sir Winston Churchill) ได้กล่าวว่า "Democracy is the worst form of government except for all those others that have been tried."หรือถอดใจความเป็นภาษาไทยได้ว่า "ประชาธิปไตยเป็นรูปแบบการปกครองที่เลวที่สุดหากเรายกเว้นไม่ไปกล่าวถึงบรรดารูปแบบการปกครองอื่นทั้งหลายทั้งปวงที่เคยถูกทดลองใช้บ้างเป็นเป็นครั้งคราว" หรือที่เรานิยมใช้กันว่า “ประชาธิปไตยไม่ใช่ระบบการปกครองที่ดีที่สุด แต่เลวน้อยที่สุด” เป็นต้น การทำความเข้าใจในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยจึงกลายมาเป็นสิ่งที่เราทุกคนในสังคมไทยจำเป็นต้องเรียนรู้

สำหรับการศึกษาในวิชาที่เกี่ยวข้องกับการเมืองนั้นเมื่อกล่าวถึงคำว่าประชาธิปไตยแล้ว หลายๆ ท่านอาจจะนึกถึงประโยคอมตะที่ประธานาธิบดีลินคอร์น ได้กล่าวไว้ว่า “Democracy is the government of the people, by the people, for the people” หรือถอดใจความได้ว่า “ประชาธิปไตยคือการปกครองประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน” ซี่งจะว่ากันไปแล้วประโยคที่กล่าวมาในข้างต้นนั้นเป็นเพียงการสะท้อนบริบทของสภาพการณ์ที่เกิดขึ้น ณ เวลา และสถานที่ในขณะนั้น (ในสหรัฐฯ ช่วงสงครามกลางกลางเมือง พ.ศ.2404 - 2408 (ค.ศ. 1861–1865)) คือการมีส่วนร่วมของคนในชาติ (สหรัฐฯ) ที่กำลังแตกแยกในขณะนั้น แต่ไม่สามารถใช้เป็นสะท้อนมุมมองหรือแนวคิดภาพรวมของระบอบประชาธิปไตยทั้งโลกได้ ทั้งนี้เพราะสภาพการเมืองที่เกิดขึ้นในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันไปตามความคิด ความเชื่อ ที่ตั้ง การศึกษา และคุณภาพชีวิต ยกตัวอย่างได้แก่ แนวคิดที่เกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยของฝรั่งเศสที่สะท้อนมุมมองในบริบทของความเท่าเทียมกันระหว่างชนชั้น ดังจะเห็นได้จาก คำขวัญของฝรั่งเศสที่ว่า Liberté, Égalité, Fraternité หรือในภาษาไทยคือ เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพซึ่งเป็นข้อความที่ใช้เป็นคำขวัญประจำชาติของฝรั่งเศสที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฝรั่งเศสปี พ.ศ.2489 และ พ.ศ.2501 โดยจุดเริ่มแรกของคำขวัญดังกล่าวจะมาจากคำขวัญในยุคปฏิวัติฝรั่งเศส ที่ในขณะนั้นมีความแตกต่างทางชนชั้นที่ก่อให้เกิดปัญหาอย่างรุนแรง

ดังนั้นหากเราหันกลับมาพิจารณาประเทศไทยแล้วจะพบว่า จุดเปลี่ยนจากเดิมที่ประเทศไทยมีการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ตั้งแต่สมัยอาณาจักรอยุธยาเป็นต้นมา ไปเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 โดยคณะราษฎรได้กระทำรัฐประหาร ในสมัยรัชกาลที่ 7 และเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งในขณะนั้นสิ่งที่ปรากฏชัดเจนคือ ความไม่พร้อมและการขาดความรู้ความเข้าใจของประชาชนในเรื่องของการปกครองระบอบประชาธิปไตย ประกอบกับการปฏิวัติกระทำโดยการที่กองทหารต่างๆ ถูกหลอกให้มาซ้อมรบ ไม่ได้มาเพื่อการทำปฏิวัติรัฐประหารโดยตรง ด้วยความไม่พร้อมต่างๆ นี้เองทำให้ความชัดเจนของการเกิดระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยเป็นเรื่องที่ยังหาคำตอบไม่ได้ ทั้งนี้เพราะสังคมไทยในขณะนั้นมีสภาพลักษณะเป็นระบบศักดินาที่ต้องมีชนชั้นปกครอง เมื่อปวงชนชาวไทยทุกคนได้อำนาจอธิปไตยมาอยู่ในมือ และเป็นผู้ที่เลือกและกำหนดอนาคตทางการเมืองกันเอง จึงเป็นเรื่องทีถูกชักนำได้ง่าย และส่งผลตามถึงปัจจุบันที่ประชาชนทั่วไปส่วนใหญ่จะถูกชักนำ ไม่ว่าจะเป็นระดับรากแก้วหรือชนชั้นกลาง วันนี้ประเทศไทยหา แก่น หรือ core ของประชาธิปไตยไม่เจอ

คนไทยทุกคนที่มีโอกาสได้รับการศึกษาจะมีโอกาสได้เรียนเรื่องราวเกี่ยวกับระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่ใช้ในหลากหลายประเทศรวมถึงทั้งทฤษฏีและหลักการที่เกี่ยวข้อง แต่บนความเป็นจริงแล้วคนไทยทุกคนรวมถึงนักวิชาการทางรัฐศาสตร์หลายๆ คนไม่สามารถตอบคำถามสังคมไทยได้ว่า อย่างไรล่ะคือการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับบริบทของความเป็นไทย ความเป็นสังคมไทย และความเป็นคนไทย และวันนี้ประเทศไทยได้ก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมายาวนาน แต่การเดินผ่านมาก็ยังหาคำตอบกันไม่ได้ว่า ประชาธิปไตยแบบไทยๆ นั้นเป็นอย่างไร

นอกเหนือจากการค้นหาประชาธิปไตยแบบไทยๆ กันแล้ว กระแสการเปลี่ยนแปลงโลกาภิวัตน์ ได้เปรียบเสมือนสิ่งที่คอยมากดดันให้สังคมไทยเป็นสังคมประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบอย่างที่ประเทศตะวันตกและประเทศที่พัฒนาแล้วอยากให้เป็น กระแสต่างๆ ที่กล่าวถึงนี้ได้แก่ ทุนนิยมและเสรีนิยม สิทธิมนุษยชน ธรรมาภิบาลและความโปร่งใส ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ได้กลายมาเป็นเครื่องมือในการต่อรอง กดดัน และแสวงประโยชน์ของประเทศตะวันตกบางประเทศ และประเทศที่เจริญแล้วต่อประเทศที่กำลังพัฒนา เช่นกรณีที่ชาติใดไม่มีธรรมาภิบาล มีการคอร์รัปชั่นสูงๆ ย่อมที่จะถูกใช้เป็นเงื่อนไขในการในการกีดกันการลงทุน

จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าความจริงแล้วระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยในความเป็นจริงนั้นจะขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละรัฐชาติ ไม่ได้มีลักษณะที่เป็นปทัสถาน หรือ Norm หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ บรรทัดฐาน ที่เหมือนกันทุกชาติ หากแต่ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยนั้นจะมีลักษณะที่มีความสอดคล้องกับบริบทของประเทศนั้นๆ โดยบริบทที่ว่านี้จะประกอบไปด้วยองค์ประกอบหลักๆ คือ คุณภาพของประชากร ที่ตั้งประเทศ (ว่าอยู่ในสภาพอากาศอย่างไร) วัฒนธรรม ศาสนา สภาพเศรษฐกิจ ค่านิยมความเชื่อของประชากรในประเทศ และอื่นๆ

ทุกวันนี้หากจะว่าไปแล้ว ความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวันนี้ส่วนหนึ่งแล้วมีรากของปัญหาที่เกิดจาก ความไม่รู้จักในระบอบประชาธิปไตย และความไม่เข้าใจในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้ความเข้าใจในประชาธิปไตยแบบไทยๆ จึงทำให้การแสวงประโยชน์ของนักการเมืองที่มีวาระซ่อนเร้น และการเรียกร้องต่างๆ ของการเมืองภาคประชาชนมีลักษณะเป็นกระแสที่คล้อยตามผู้ที่ชักจูงให้เป็นไปตามผลประโยชน์ที่กลุ่มผู้ชักจูงต้องการได้ง่าย หรือจะว่าไปแล้วคนไทยและสังคมไทยยังคงต้องการผู้นำที่มาช่วยนำพาให้ตนเองพ้นจากปัญหาต่าง หรืออีกนัยหนึ่งคือ รากของวัฒนธรรมไทยที่มีมาแต่ช้านานโบราณกาลนั้นมีส่วนทำให้สังคมของคนหมู่มากในสังคมไทยมีความต้องการผู้นำหรือกลุ่มคนที่มาทำหน้าที่ในการปกครองบริหาร มากกว่าที่จะต้องทำอะไรเองโดยไม่มีใครชี้นำ

ณ วันนี้ถึงแม้สังคมไทยดูจะวุ่นวายแต่ถ้ามองในเชิงบวกแล้ว ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาที่มีวิวัฒนาการในตัวของมันเอง หลายสิ่งหลายอย่างอาจจะต้องใช้เวลา หลายสิ่งหลายอย่างคนส่วนใหญ่อาจจะไม่เห็นด้วย แต่นั่นแหละก็คือหนึ่งในกระบวนการในการปรับเปลี่ยนไปสู่สังคมแบบประชาธิปไตยที่มีความสอดคล้องกับความเป็นไทย ยังไงยังไงก็คนไทยด้วยกันจะทำอะไรก็ขอให้คิดกันมากๆ นะครับ................


ดร.ธีรนันท์ นันทขว้าง

ประชาธิปไตย – ประชาธิปไตยแบบไทยๆ เป็นฉันท์ใด


ประชาธิปไตย – ประชาธิปไตยแบบไทยๆ เป็นฉันท์ใด



ประชาธิปไตย – ประชาธิปไตยแบบไทยๆ เป็นฉันท์ใด

ณ วันนี้เราคงปฎิเสธไม่ได้ว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตย (Democracy) เป็นระบอบการปกครองที่มีความสอดคล้องกับสภาพการณ์ของโลกที่เป็นอยู่ใน ปัจจุบัน ถึงแม้จะมีนักวิชาการหลายท่านยังไม่ได้เห็นดีเห็นงามไปกับการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย หรือแม้แต่นักการเมือง/ผู้นำประเทศชื่อดังก็ยังไม่ได้มองว่า ระบอบประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ยกตัวอย่างเช่น อริสโตเติลที่มองว่าประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครองที่ไม่ดี หรือ โธมัส ฮอบส์ ที่มองว่าระบบกษัตริย์เป็นระบอบการปกครองที่ดีที่สุด หรือแม้แต่ นรม.สหราชอาณาจักรในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองอย่าง เซอร์วินสตัน เชอร์ชิล (Sir Winston Churchill) ได้กล่าวว่า "Democracy is the worst form of government except for all those others that have been tried."หรือถอดใจความเป็นภาษาไทยได้ว่า "ประชาธิปไตย เป็นรูปแบบการปกครองที่เลวที่สุดหากเรายกเว้นไม่ไปกล่าวถึงบรรดารูปแบบการ ปกครองอื่นทั้งหลายทั้งปวงที่เคยถูกทดลองใช้บ้างเป็นเป็นครั้งคราว" หรือที่เรานิยมใช้กันว่า “ประชาธิปไตยไม่ใช่ระบบการปกครองที่ดีที่สุด แต่เลวน้อยที่สุด” เป็นต้น การทำความเข้าใจในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยจึงกลายมาเป็นสิ่งที่เราทุกคนในสังคมไทยจำเป็นต้องเรียนรู้
        สำหรับ การศึกษาในวิชาที่เกี่ยวข้องกับการเมืองนั้นเมื่อกล่าวถึงคำว่าประชาธิปไตย แล้ว หลายๆ ท่านอาจจะนึกถึงประโยคอมตะที่ประธานาธิบดีลินคอร์น ได้กล่าวไว้ว่า “Democracy is the government of the people, by the people, for the people” หรือถอดใจความได้ว่า “ประชาธิปไตยคือการปกครองประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน” ซี่ งจะว่ากันไปแล้วประโยคที่กล่าวมาในข้างต้นนั้นเป็นเพียงการสะท้อนบริบทของ สภาพการณ์ที่เกิดขึ้น ณ เวลา และสถานที่ในขณะนั้น (ในสหรัฐฯ ช่วงสงครามกลางกลางเมือง พ.ศ.2404 - 2408 (ค.ศ. 1861–1865)) คือการมีส่วนร่วมของคนในชาติ (สหรัฐฯ) ที่กำลังแตกแยกในขณะนั้น แต่ไม่สามารถใช้เป็นสะท้อนมุมมองหรือแนวคิดภาพรวมของระบอบประชาธิปไตยทั้ง โลกได้ ทั้งนี้เพราะสภาพการเมืองที่เกิดขึ้นในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันไปตาม ความคิด ความเชื่อ ที่ตั้ง การศึกษา และคุณภาพชีวิต ยกตัวอย่างได้แก่ แนวคิดที่เกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยของฝรั่งเศสที่สะท้อนมุมมองในบริบทของ ความเท่าเทียมกันระหว่างชนชั้น ดังจะเห็นได้จาก คำขวัญของฝรั่งเศสที่ว่า Liberté, Égalité, Fraternité หรือในภาษาไทยคือ เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพซึ่ง เป็นข้อความที่ใช้เป็นคำขวัญประจำชาติของฝรั่งเศสที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐ ธรรมนูญฝรั่งเศสปี พ.ศ.2489 และ พ.ศ.2501 โดยจุดเริ่มแรกของคำขวัญดังกล่าวจะมาจากคำขวัญในยุคปฏิวัติฝรั่งเศส ที่ในขณะนั้นมีความแตกต่างทางชนชั้นที่ก่อให้เกิดปัญหาอย่างรุนแรง
        ดัง นั้นหากเราหันกลับมาพิจารณาประเทศไทยแล้วจะพบว่า จุดเปลี่ยนจากเดิมที่ประเทศไทยมีการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ตั้งแต่สมัยอาณาจักรอยุธยาเป็นต้นมา ไปเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 โดยคณะราษฎรได้กระทำรัฐประหาร ในสมัยรัชกาลที่ 7 และเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งในขณะนั้นสิ่งที่ปรากฏชัดเจนคือ ความไม่พร้อมและการขาดความรู้ความเข้าใจของประชาชนในเรื่องของการปกครอง ระบอบประชาธิปไตย ประกอบกับการปฏิวัติกระทำโดยการที่กองทหารต่างๆ ถูกหลอกให้มาซ้อมรบ ไม่ได้มาเพื่อการทำปฏิวัติรัฐประหารโดยตรง ด้วยความไม่พร้อมต่างๆ นี้เองทำให้ความชัดเจนของการเกิดระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยเป็นเรื่องที่ ยังหาคำตอบไม่ได้ ทั้งนี้เพราะสังคมไทยในขณะนั้นมีสภาพลักษณะเป็นระบบศักดินาที่ต้องมีชนชั้น ปกครอง เมื่อปวงชนชาวไทยทุกคนได้อำนาจอธิปไตยมาอยู่ในมือ และเป็นผู้ที่เลือกและกำหนดอนาคตทางการเมืองกันเอง จึงเป็นเรื่องทีถูกชักนำได้ง่าย และส่งผลตามถึงปัจจุบันที่ประชาชนทั่วไปส่วนใหญ่จะถูกชักนำ ไม่ว่าจะเป็นระดับรากแก้วหรือชนชั้นกลาง วันนี้ประเทศไทยหา แก่น หรือ core ของประชาธิปไตยไม่เจอ
        คน ไทยทุกคนที่มีโอกาสได้รับการศึกษาจะมีโอกาสได้เรียนเรื่องราวเกี่ยวกับระบอบ การปกครองแบบประชาธิปไตยที่ใช้ในหลากหลายประเทศรวมถึงทั้งทฤษฏีและหลักการ ที่เกี่ยวข้อง แต่บนความเป็นจริงแล้วคนไทยทุกคนรวมถึงนักวิชาการทางรัฐศาสตร์หลายๆ คนไม่สามารถตอบคำถามสังคมไทยได้ว่า อย่างไรล่ะคือการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับบริบทของความเป็นไทย ความเป็นสังคมไทย และความเป็นคนไทย และวันนี้ประเทศไทยได้ก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมายาวนาน แต่การเดินผ่านมาก็ยังหาคำตอบกันไม่ได้ว่า ประชาธิปไตยแบบไทยๆ นั้นเป็นอย่างไร
        นอก เหนือจากการค้นหาประชาธิปไตยแบบไทยๆ กันแล้ว กระแสการเปลี่ยนแปลงโลกาภิวัตน์ ได้เปรียบเสมือนสิ่งที่คอยมากดดันให้สังคมไทยเป็นสังคมประชาธิปไตยสมบูรณ์ แบบอย่างที่ประเทศตะวันตกและประเทศที่พัฒนาแล้วอยากให้เป็น กระแสต่างๆ ที่กล่าวถึงนี้ได้แก่ ทุนนิยมและเสรีนิยม สิทธิมนุษยชน ธรรมาภิบาลและความโปร่งใส ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ได้กลายมาเป็นเครื่องมือในการต่อรอง กดดัน และแสวงประโยชน์ของประเทศตะวันตกบางประเทศ และประเทศที่เจริญแล้วต่อประเทศที่กำลังพัฒนา เช่นกรณีที่ชาติใดไม่มีธรรมาภิบาล มีการคอร์รัปชั่นสูงๆ ย่อมที่จะถูกใช้เป็นเงื่อนไขในการในการกีดกันการลงทุน
        จาก ที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าความจริงแล้วระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยในความเป็น จริงนั้นจะขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละรัฐชาติ ไม่ได้มีลักษณะที่เป็นปทัสถาน หรือ Norm หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ บรรทัดฐาน ที่เหมือนกันทุกชาติ หากแต่ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยนั้นจะมีลักษณะที่มีความสอดคล้องกับ บริบทของประเทศนั้นๆ โดยบริบทที่ว่านี้จะประกอบไปด้วยองค์ประกอบหลักๆ คือ คุณภาพของประชากร ที่ตั้งประเทศ (ว่าอยู่ในสภาพอากาศอย่างไร) วัฒนธรรม ศาสนา สภาพเศรษฐกิจ ค่านิยมความเชื่อของประชากรในประเทศ และอื่นๆ
        ทุก วันนี้หากจะว่าไปแล้ว ความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวันนี้ส่วนหนึ่งแล้วมีรากของปัญหา ที่เกิดจาก ความไม่รู้จักในระบอบประชาธิปไตย และความไม่เข้าใจในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้ความเข้าใจในประชาธิปไตยแบบไทยๆ จึงทำให้การแสวงประโยชน์ของนักการเมืองที่มีวาระซ่อนเร้น และการเรียกร้องต่างๆ ของการเมืองภาคประชาชนมีลักษณะเป็นกระแสที่คล้อยตามผู้ที่ชักจูงให้เป็นไป ตามผลประโยชน์ที่กลุ่มผู้ชักจูงต้องการได้ง่าย หรือจะว่าไปแล้วคนไทยและสังคมไทยยังคงต้องการผู้นำที่มาช่วยนำพาให้ตนเองพ้น จากปัญหาต่าง หรืออีกนัยหนึ่งคือ รากของวัฒนธรรมไทยที่มีมาแต่ช้านานโบราณกาลนั้นมีส่วนทำให้สังคมของคนหมู่ มากในสังคมไทยมีความต้องการผู้นำหรือกลุ่มคนที่มาทำหน้าที่ในการปกครอง บริหาร มากกว่าที่จะต้องทำอะไรเองโดยไม่มีใครชี้นำ
        ณ วันนี้ถึงแม้สังคมไทยดูจะวุ่นวายแต่ถ้ามองในเชิงบวกแล้ว ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาที่มีวิวัฒนาการในตัวของมันเอง หลายสิ่งหลายอย่างอาจจะต้องใช้เวลา หลายสิ่งหลายอย่างคนส่วนใหญ่อาจจะไม่เห็นด้วย แต่นั่นแหละก็คือหนึ่งในกระบวนการในการปรับเปลี่ยนไปสู่สังคมแบบประชาธิปไตย ที่มีความสอดคล้องกับความเป็นไทย ยังไงยังไงก็คนไทยด้วยกันจะทำอะไรก็ขอให้คิดกันมากๆ นะครับ................

ดร.ธีรนันท์  นันทขว้าง

วันเสาร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ภาพลวงตากับ "เพศหญิง" ของ "ยิ่งลักษณ์" (เส้นใต้บรรทัด)

ภาพลวงตากับ "เพศหญิง" ของ "ยิ่งลักษณ์" (เส้นใต้บรรทัด)
เป็นครั้งที่เท่าไรแล้วครับ ที่ "นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ว่าที่นายกรัฐมนตรี น้องสาวทักษิณ ชินวัตร ออกมาปฏิเสธว่า "ทักษิณไม่เกี่ยวข้องกับการตั้งคณะรัฐมนตรี"

เธอพูดคำนี้ด้วยใบหน้าแสนซื่อ แต่ใครเชื่อคำพูดทำนองนี้ของเธอบ้าง

เพราะในขณะที่เธอปฏิเสธหนแล้วหนเล่าว่า ทักษิณไม่เกี่ยวอะไรเลย กับเรื่องโน้น กับเรื่องนี้ พวกแกนนำเสื้อแดงก็ดี พวกที่กระสันอยากจะเป็นรัฐมนตรีก็ดี นายทุนพรรคก็ดี อดีตนายกฯก็ดี ต่างแปลงร่างเป็นแมลงวัน บินข้ามหัวเธอ เหมือนบินข้ามไม้เช็ดก้นไปตอมที่กองขี้โดยตรง นั่นคือ ต่อสายตรงคุยกับทักษิณบ้าง หรือบินไปหาทักษิณด้วยตัวเองบ้าง

เห็นใจเธอจริงๆ ครับว่า เธอจะต้องเล่นละครฉากที่ผู้คนเหยียดหยัน เห็นขัน และรู้สึกถึงความไม่ตรงไม่ซื่อแบบนี้อีกกี่ฉาก ละครจึงจะจบ

และก็เพราะเรื่องนี้แหละครับ ที่ทำให้เมื่ออ่านข้อความในคอลัมน์ "คุณแหน" ซึ่งเป็นคอลัมน์อ่านประจำของผม ในหนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่เขียนว่า "...วุฒิฯสตรี กีรณา สุมาวงศ์ เปิดโอกาสให้นายกฯหญิงแสดงผลงานก่อนจะวิจารณ์...ส่วนตัวเป็นปลื้มที่ได้ ผู้หญิงเป็นนายกฯครั้งแรกของไทย โดยเฉพาะผลสำรวจ 'สตรีคอร์รัปชั่นน้อยกว่าผู้ชายเพราะละอายต่อบาปและเชื่อในเวรเองกรรม'..." แล้วอดสะอึกไม่ได้

มีคนบริโภคสินค้า "ความเป็นผู้หญิง" ตามแผนของพวก "กุนซือตึกสูง" ที่อยู่ข้างหลังยิ่งลักษณ์อีกชั้นหนึ่งเข้าเต็มรัก

การส่งยิ่งลักษณ์ลงสู่สนามเลือกตั้ง สร้างความแปลกใหม่ให้การเมืองมิใช่น้อย เพราะเธอเป็นผู้หญิงคนแรกที่มีโอกาสก้าวสู่ตำแหน่งนายกฯ เธอนุ่มนิ่ม ยิ้มมาก และพูดน้อย เท่าที่พูดได้ ก็มักวกไปวนมา แล้วกลับมาหาประโยคเดิมๆ ที่จำได้ เช่น ปรองดอง, ให้ถึงเวลาก่อน, คืนความเป็นประชาธิปไตย, แก้ปัญหาเศรษฐกิจ พวกนี้เป็นต้น

เธอไม่ต่อปากต่อคำกับใคร ไม่ขยายแผล หรือตั้งตนเป็นอริ

อะไรที่ตอบไม่ได้ เธอก็เพียงแต่ยิ้ม และบอกสั้นๆว่า รอให้ถึงเวลา หรือรอให้กรรมการบริหารพรรคให้ความชัดเจนดีกว่า เพราะเธอไม่ใช่หัวหน้าพรรค

ตกลง การส่งยิ่งลักษณ์ ทำให้ปัญหาเรื่องเผาบ้านเผาเมือง กลายเป็นเรื่องที่ไม่ควรถาม ไม่ควรตอบ ไม่ควรพูดถึง เดี๋ยวจะกลายเป็นเรื่อง "รังแกผู้หญิง"

ปัญหาเรื่องขบวนการล้มเจ้าก็ต้องพักไว้ เรื่องทักษิณป้ายสีกระบวนการยุติธรรมไทย เรื่องขบวนการแดงทั้งแผ่นดิน โรงเรียน นปช. และแม้แต่เรื่องให้การเท็จกับ คตส. และเบิกความเท็จต่อศาล ยังต้องรู้จักหุบปาก เพราะถามแล้ว "รังแกผู้หญิง" ชื่อยิ่งลักษณ์หนักเหลือเกิน

ผมคิดว่า การมองบ้านมองเมืองในเวลานี้ เป็นเรื่องที่ลึกซึ้งและเลยล้ำจากความเป็นผู้หญิงของยิ่งลักษณ์ไปอย่างมากมาย

มันเป็นเรื่องของ "ศักยภาพ" ไม่ใช่ "เพศ"

มันเป็นเรื่องของ "มนุษย์สุจริต" มากกว่าจะมาติดที่ความเป็นบุรุษหรือสตรี

อย่ายอมให้เขาเอา "ผู้หญิงบังหน้า"

หรือเราเองอย่าได้เลือกเอา "ความเป็นสตรีเพศมาบังตา" จนตามไม่ทัน "แนวรบที่ซ่อนอยู่ข้างหลังของเธอ" จะดีที่สุด

แน่นอน ผมเอาใจช่วยยิ่งลักษณ์ เพราะเธอมีส่วนกำหนดอนาคตของชาติว่า จะให้ดีหรือเลว รุ่งเรืองหรือเสื่อมทรุดกว่าที่เป็นอยู่ได้ การเอาใจช่วยเธอ ดูจะสร้างสรรค์กว่าการสาปแช่งก่นด่า ในเวลาที่เธอยังไม่ได้นำอำนาจรัฐและเงินหลวงไปบริหารหรือล้างผลาญอะไรให้ เห็น แต่ไม่ได้แปลว่า จะละสายตาหรือเพิกเฉย ปล่อยเลยตามเลย ให้เธอกับพวกทำอะไรกับบ้านกับเมืองก็ได้ แล้วอีกสี่ปีค่อยว่ากันใหม่ มาลงโทษด้วยการไม่เลือกพวกเธอ

ผมไม่สนหรอกว่า สุดท้ายแล้ว ยิ่งลักษณ์จะเป็นวีรสตรีหรือนักโทษหญิง แต่ชะตาของบ้านเมืองต้องไม่ผูกติดกับชะตาชีวิตของตัวบุคคล หรือ"นางนกต่อ" ล่อคะแนนเลือกตั้ง

ถึงไม่มี "ใจที่ผูกติดไว้" กับตัวคน แต่ก็ไม่ "เอาใจออกห่าง" จากประเทศชาติ

ความชอบ-ไม่ชอบ เชื่อ-ไม่เชื่อ ศรัทธา-ไม่ศรัทธาในตัวบุคคลเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การให้เกียรติต่อระบบ มีศรัทธาต่อระบบ มุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนระบบ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งอารยชนพึงจำแนกแยกแยะ

ผมคิดว่า การเมืองที่ผลักไส "ลูกผู้หญิงคนหนึ่ง" มาเดินบังอยู่ข้างหน้า แต่ซ่อนกองทัพที่มีมวลชนบ้าคลั่ง กองกำลังติดอาวุธที่ไม่เคารพกติกา นักโทษ ผู้ต้องหา และนายทุนไร้ศีลธรรมอยู่ข้างหลังนั้น อำมหิตและน่ากริ่งเกรงที่สุดต่อบ้านต่อเมืองของเรา ซึ่งก็ต้องคิดกันต่อไปด้วยว่า ผู้หญิงที่พลีตัวมาเดินบังอยู่ข้างหน้า เราควรนึกคิดกับเขาอย่างไร

ขณะที่ยิ่งลักษณ์เล่นบทบ้องแบ๊ว ธิดา ถาวรเศรษฐ์ และ นปช. อีกหลายกลุ่ม ก็เล่นบทข่มขู่ กดดัน กกต. ให้รีบรับรอยิ่งลักษณ์และแกนนำ นปช. ทั้งหลาย ในบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย ให้มีสภาพ ส.ส. เพื่อนำไปสู่การเปิดประชุมสภา ให้มาซึ่ง "สิทธิคุ้มกัน" และประโยชน์อื่นๆ อีกสารพัด ยิ่งลักษณ์ ซึ่งน่าจะอยู่ในฐานะคล้ายกับเป็น "จ่าฝูง" หรือ "เจ้าของหมา" ก็ไม่เคยหันไปดุลูกฝูงให้หยุดขู่กรรโชก เพื่อรักษาหลัก "นิติรัฐนิติธรรม" อย่างที่เธอเคยพูดตลอดเวลาในการหาเสียงเลย กลับทำทีเหมือนเป็นคนละพวก คนละฝูง ซึ่งคนเขาอดรู้สึกไม่ได้ว่า เวลามีประโยชน์ร่วมรับ แต่เวลามีโทษมักจะทำไม่รู้ไม่ชี้

ผมคิดว่า ยิ่งลักษณ์ยอมให้หลายชายใช้มายาภาพของความเป็น "ผู้หญิง" มากลบเกลื่อนหลายสิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างหลัง

ขณะที่เธอตีหน้าซื่อ อ่านโพยเสียงหลงว่า "เราจะสังคายนาพระพุทธศาสนา" มันก็น่ากริ่งเกรงใช่ไหม ว่าไอ้คนที่เขียนโพยให้ มันคิดอะไรอยู่ และจะทำอะไรกับพระพุทธศาสนาในประเทศไทย ยังไม่รวมถึงการแก้รัฐธรรมนูญ และกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่เสื้อแดงฮึ่มๆ จะยกเลิก หรืออย่างน้อยๆ ก็แก้ไข จำนวนหนึ่งเป็นเสื้อแดงที่อยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรคที่ยิ่งลักษณ์ออกหน้า เดินนำ

เมื่อเธอตะเบ็งเสียงหลงแข่งกับสายฝน ประกาศนโยบายที่จะทำทันทีว่า ค่าแรง 300 บาททั่วประเทศ, เงินเดือนตามวุฒิปริญญาตรี เริ่มต้นที่ 15,000 บาท,แจกแทบเล็ต พีซี ให้เด็ก ป.1 ปีการศึกษาหน้า, ถมทะเลอ่าวไทย, จะกระชากค่าครองชีพลงมา โดยจะยุบกองทุนน้ำมัน, จะกลับมาใช้ระบบจำนำข้าวเดือนพฤศจิกายนนี้, จะแจกบัตรเครดิตเกษตรกร บัตรเครดิตพลังงานแก่พี่น้องแท็กซี่ สามล้อ และมอเตอร์ไซค์ ฯลฯ เธอเข้าใจเนื้อหาโครงการเหล่านั้นหรือไม่ว่า ทำได้หรือไม่ได้ ว่าเป็นคุณหรือเป็นโทษต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศชาติ เป็นคุณหรือเป็นโทษต่อคน ต่อเด็ก ต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นสัจจะวาจาที่ทั้งคน ทั้งดิน ทั้งฟ้า ต่างก็รู้เห็นเป็นพยาน

ก็ในเมื่อพริตตี้ยังต้องมีสำนึกว่า สิ่งที่พูดต้องตรงกับสินค้าที่จะขาย แม้พูดได้ไม่ครบไม่ถ้วน ไม่ลึกซึ้ง แต่ต้องไม่ตลบตะแลงหลอกลวงลูกค้า แล้วคนจะเป็นนายกรัฐมนตรี มิต้องมีสำนึกที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า พริตตี้ หรอกหรือ

แต่สังคมไทยก็ตกเป็นเหยื่อความเป็นหญิง แทนที่จะล้อมกรอบให้ยิ่งลักษณ์ขึ้นสู่เวทีประชันวิสัยทัศน์ (ดีเบต) เพื่อแจงแจงวิธีดำเนินโยบายประชานิยมทั้งหลายให้ฟังก่อนเลือกเธอ กลับปกป้องและมองว่าพรรคคู่แข่งคิดจะอาศัยวิชาช่างพูดที่ได้เปรียบกว่ามา รังแกเธอ ในที่สุด หลายเรื่องก็เป็นเรื่องพลิกลิ้น เช่น ค่าแรง 300 บาท ใช้เฉพาะกรุงเทพฯ กับภูเก็ตก่อน เป็นต้น

ฉะนั้น ถึงเวลานี้แล้ว อย่าได้ยึดโยงเอาความโง่หรือความฉลาด ไปผูกขาดอยู่กับผู้ชายหรือผู้หญิงเลยครับ

อย่าเสียเวลาตื่นเต้นยินดี ที่นายกรัฐมนตรีจะเพศอะไรเลยครับ เพราะไม่ว่าหญิงชาย ต่างก็โง่ได้ ฉลาดได้ ซื่อได้และคดได้เท่าเทียมกัน

เราควรเรียกหา "สติปัญญา" กับ "ศีลธรรมสำนึก" ให้เขาหรือเธอพูดแต่ความจริง รับผิดชอบในสิ่งที่พูด และรู้ในสิ่งที่พูดให้ถ่องแท้มากกว่า

หรือแม้แต่ผลสำรวจที่วุฒิฯสตรีบอกว่า "'สตรีคอร์รัปชั่นน้อยกว่าผู้ชายเพราะละอายต่อบาปและเชื่อในเวรกรรม" ผมก็คิดว่ามันไม่เกี่ยวอย่างแท้จริงกับเพศหญิงหรือเพศชายเลย

อย่าลืมว่าสตรีบางนาง กล้าหุ้นแทนพี่ชาย แล้วกล้ากล่าวอ้างอย่างเป็นเท็จกับพนักงานสอบสวนได้ ไม่ว่าจะชื่อ คตส. ชื่อ ปปช. หรือชื่ออะไรก็ไม่สำคัญ ยิ่งกล้า "เบิกความเท็จ" กับศาลได้ กล้าปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่แท้จริงกับตลาดหลักทรัพย์ได้ ด้วยใบหน้าซื่อๆ ผมว่า "หล่อน" ยิ่งน่าเกลียดน่ากลัว และผู้หญิงด้วยกัน พึงเดียดฉันท์ห้ามปราม

แถมเธอเป็นสตรีคนเดียวกับคนที่เดินเข้าไปยิ้มหวานให้ผู้คนในที่ชุมนุม ที่กองกำลังติดอาวุธ อาชญากร และนักการเมือง ล่อลวงประชาชนคนบริสุทธิ์มาเป็นโล่ โดยมิได้บอกความจริงกับประชาชนเหล่านั้น รวมถึงพลีตัวเป็นทางผ่านของบัญชีท่อน้ำเลี้ยง ฯลฯ ล้วนเลยสิ้นจากความเป็นบุรุษหรือสตรี ไปสู่บุคคลที่สังคมควรพิจารณา "ดี-ชั่ว" ได้แล้วมั้งครับ

ฉะนั้น การอยู่กับยิ่งลักษณ์หรือบุรุษสตรีใดๆ ในแผ่นดิน จะผม จะคุณ จะวุฒิฯหญิง หรือเด็กแว้นหญิงที่ไหนก็ตาม สมควรใช้ปัญญา พิจารณาไปที่ "เนื้อใน" ให้มากกว่า "เปลือก" มิใช่หรือ

จิตกร บุษบา